กิงกะหร่า–โต

กิงกะหร่า–โต

ติดตาม กิงกะหร่า และ โต รับเสด็จพระพุทธเจ้าในวันออกพรรษาของชาวไทใหญ่ 

เมื่อไรก็ตามที่ชาวไทใหญ่มีงานประเพณีทางพุทธศาสนาหรืองานมงคลต่างๆ สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการฟ้อนกิงกะหร่าและโต เมื่อเสียงฆ้องเสียงกลองดังขึ้น นักแสดงที่ใส่ชุดกิงกะหร่าซึ่งดูคล้ายนกและนักแสดงที่ใส่ชุดโตซึ่งดูคล้ายกวาง จะออกมาวาดลวดลายการฟ้อนตามแบบฉบับของชาวไทใหญ่ ด้วยท่วงท่าและลีลาที่เร้าใจ เสียงดนตรีจะสอดรับกับการสะบัดปีกสะบัดมือของนักแสดงกิงกะหร่า และการเคลื่อนไหวของนักแสดงโตซึ่งดูราวกับสัตว์ที่มีชีวิตจริง ทำให้การแสดงชุดนี้น่าดูน่าชมยิ่งนัก

            คำว่ากิงกะหร่ามาจากภาษาบาลีว่ากินนรหรือกินนราซึ่งเป็นสัตว์ในนิยายประเภทอมนุษย์ที่มีหัวเป็นคนมีตัวเป็นนก อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์

            ส่วนคำว่าโตนั้นเป็นสัตว์ในนิยายเหมือนกัน คำว่าโตในพจนานุกรมไทยบอกว่าเป็นคำโบราณหมายถึงสิงโตแต่โตที่เป็นการแสดงของชาวไทใหญ่นั้น ดูยังไงก็ไม่เหมือนสิงโต ออกไปทางกวางมากกว่า ถามผู้รู้ชาวไทใหญ่ท่านบอกว่าเป็นสัตว์ที่เกิดจากการผสมของสัตว์ ชนิด ซึ่งก็คงเป็นประเภทสัตว์ป่าหิมพานต์ที่ผสมสัตว์ตัวโน้นตัวนี้ จนดูแปลกๆ หรือพิเศษไป จะเห็นได้ว่าทั้งพม่าหรือแม้แต่อาระกัน (ซึ่งเป็นกลุ่มทิเบโตเบอร์มันเหมือนกัน) ต่างก็มีสัตว์รูปร่างพิเศษแบบนี้เป็นสัญลักษณ์ และไทใหญ่กับพม่าก็มีสัมพันธ์ต่อกันมานาน โดยเฉพาะเรื่องพุทธศาสนา อาจเป็นไปได้ว่าโตที่ว่านี้ไทใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากพม่า (และอาจเป็นภาษาพม่า) นั่นเป็นแค่การสันนิษฐานนะครับ แต่เอาเป็นว่าที่แน่ๆ คือโตคือสัตว์ในนิยายและเป็นตัวแสดงหนึ่งของชาวไทใหญ่

            สำหรับมูลเหตุของการแสดงกิงกะหร่าและโตนั้นมีเล่าว่า เมื่อพระพุทธองค์ได้เสด็จไปโปรดพระพุทธมารดาที่สวรรค์ชั้นดุสิตและอยู่จำพรรษาที่นั่น พรรษา เมื่อออกพรรษาแล้ว พระพุทธองค์ได้เสด็จลงจากสวรรค์ เหล่าทวยเทพและสัตว์ป่าหิมพานต์ต่างออกมารับเสด็จกันพร้อมหน้า และวันนั้นจึงเป็นวันที่เกิดปาฏิหาริย์ ที่โลกทั้งสาม คือ สวรรค์ มนุษย์ และนรก ต่างมองเห็นกันได้หมด หรือที่เราเรียกว่าวันพระเจ้าเปิดโลกและสัตว์ในนิยายทั้งสองนี้คือกิงกะหร่าและโตก็มีมนุษย์มองเห็นว่า ออกมาสำแดงกิริยาอาการต่างๆ เป็นการฟ้อนรับเสด็จด้วย

 

  

         

จากความเป็นมาของการแสดงกิงกะหร่าและโตดังว่ามานี้ จึงบอกให้เรารู้ว่าแต่เดิมนั้นการแสดงประเภทนี้คงเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองประเพณีออกพรรษาหรือออกหว่าของชาวไทใหญ่ ซึ่งในบรรดาประเพณี ๑๒ เดือนของชาวไทใหญ่นั้น ประเพณีออกหว่าถือว่าเป็นประเพณีที่สำคัญยิ่ง ดังนั้นกิงกะหร่าและโตก็เลยสำคัญและได้รับความสนใจตามไปด้วย

            เมื่อราวปี .. ๒๕๒๖ ผมไปร่วมงานบุญที่วัดป่าก่อ ในเขตอำเภอเมืองเชียงราย ที่นี่เป็นชุมชนของชาวไทใหญ่ วันนั้นผมได้ชมการฟ้อนกิงกะหร่าเป็นครั้งแรก คนแสดงนั้นเป็นเด็กหนุ่มมาจากเมืองสีป๊อ รัฐฉาน ผมรู้สึกประทับใจในการแสดงนี้มาก ในตอนนั้นแม้จะมีชุมชนชาวไทใหญ่ในภาคเหนืออยู่มาก แต่ก็ไม่ค่อยมีใครสืบสานการฟ้อนกิงกะหร่าหรือโตไว้ เมื่อมีงานก็ต้องไปหานักแสดงจากฝั่งพม่ามาแสดง ที่ใกล้ที่สุดก็จากเมืองท่าขี้เหล็ก ที่อยู่ตรงข้ามเมืองแม่สาย

            การฟ้อนกิงกะหร่าหรือที่คนไทใหญ่เรียกว่าก้านกหรือฟ้อนนกนั้น นักแสดงมีทั้งชายและหญิง บางคนใช้หน้ากากแบบหัวโขนของไทยปิดหน้า แต่ปัจจุบันไม่นิยมแล้ว

            ชุดสำหรับการแสดงกิงกะหร่านั้นมี ส่วน คือ ตัวคนแสดง ปีกและหาง ตัวปีกและหางนั้น โครงทำด้วยไม้ไผ่ ปิดด้วยผ้าและประดับด้วยพู่หรือกระจก บางรายตัดกระดาษเป็นลวดลายประดับก็มี นำมาประกอบกันด้วยเชือก และมีเชือกโยงอีกชุดเพื่อบังคับปีกให้กระพือและบังคับหางให้แผ่ได้เหมือนนกจริงๆ ส่วนตัวนักแสดงนั้นจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีเดียวกันกับปีกและหาง ปัจจุบันนักแสดงชายหญิงมักแต่งตัวเป็นชาวไทใหญ่ แต่ในอดีตนั้นนักแสดงมักแต่งตัวแบบนักแสดงพม่า ที่มีห้อยหน้า ใส่มงกุฎและสวมรองเท้า และด้วยเหตุที่ลีลาท่าทางในการฟ้อนที่เลียนแบบการเคลื่อนไหวของนก คนทั่วไปจึงเรียกการแสดงนี้ว่าฟ้อนนกที่เมืองไพลินในประเทศกัมพูชา มีชุมชนชาวไทใหญ่ที่อพยพไปเมื่อร้อยปีก่อนเพื่อไปขุดแร่ที่นั่น ได้นำเอาการแสดงกิงกะหร่านี้ไปด้วย ปัจจุบันได้กลายเป็นฟ้อนนกยูงอันเป็นการแสดงพื้นเมืองของเมืองไพลิน แม้ว่าจะดูกลายๆ ไปบ้าง แต่ก็พอเห็นเค้าลางว่าการแสดงชุดนี้มีที่มาจากการฟ้อนกิงกะหร่านั่นเอง

            ส่วนการแสดงโตนั้น ใช้ผู้ชาย คนเล่น คนหนึ่งเชิดทางหัว อีกคนเชิดทางหาง คล้ายๆ การเชิดสิงโตของจีน แต่ยังไม่เคยเห็นผู้หญิงเล่นโตเลย คนเฒ่าคนแก่บอกว่า โต เป็นของต้องห้ามสำหรับผู้หญิง

 

 

            ส่วนชุดของโต ที่ใช้ในการแสดงนั้นมี ส่วนคือ ตัวโตซึ่งมีหัว ลำตัวและหาง ในส่วนนี้ที่สำคัญคือ ปาก ตา และหาง ต้องบังคับให้เคลื่อนไหวได้ เหมือนมีชีวิตจริง อีกส่วนหนึ่งคือขา ซึ่งเป็นขาของนักแสดงที่สวมชุดโตเข้าไป ส่วนตัวนักแสดงนั้นมุดเข้าไปอยู่ในตัวโต ซึ่งคนข้างนอกจะไม่เห็น เมื่อเริ่มแสดงคนก็จะเห็นสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งเยื้องย่างออกมาอย่างเป็นจังหวะและเป็นธรรมชาติ การแสดงชนิดนี้จะน่าสนใจหรือไม่ขึ้นอยู่ที่ความพร้อมเพรียงกันของนักแสดงทั้ง คนข้างในตัวโตเป็นสำคัญ       

            เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการฟ้อนทั้งสองนี้ก็มี กลองก้นยาว ฆ้องราว (อันเป็นอัตลักษณ์ของชาวไทใหญ่) ที่เรียงตัวกันจากขนาดใหญ่ไปหาเล็ก และบางทีก็มีฉาบร่วมอยู่ด้วย

            ปัจจุบันคนไทใหญ่ได้มาอาศัยหรือมาทำงานอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะที่ภาคเหนือมากกว่ายุคที่ผ่านๆ มา นอกจากจะนำประเพณีวัฒนธรรมไทใหญ่มาด้วยแล้ว ที่สำคัญคือนำการแสดงกิงกะหร่าและโตนี้เข้ามาด้วย ทำให้การแสดงประเภทนี้แพร่หลายและเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง

              ครูส่างคำ จางยอด ครูสอนกิงกะหร่าและโต ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันได้เล่าให้ฟังว่า ตัวท่านเองเป็นชาวไทใหญ่ เมืองจ๊อกแม เรียนฟ้อนมาตั้งแต่อายุ ขวบ จากนั้นก็เรียนศิลปะการแสดงอื่นมาเรื่อยๆ จากหลายครู เรียนฟ้อนกิงกะหร่าจากครูหน่อเงิน แสนหวี เรียนฟ้อนกิงกะหร่าและโตจากครูคำเมียด น้ำลั่น เมื่อโตขึ้นได้เข้าร่วมกองทัพเมืองไตของขุนส่าในราวปี .. ๒๕๒๙ และได้นำศิลปะการแสดงนี้มาสอนให้เด็กๆ ไทใหญ่ที่อยู่ตามชายแดน ต่อมาเข้ามาอยู่เมืองไทยก็เริ่มสอนกิงกะหร่าและโตที่เมืองปายก่อน จากนั้นก็ทำหน้าที่สอนตามชุมชนไทใหญ่ในหลายพื้นที่ จนในปี .. ๒๕๓๗ ได้เข้ามาสอนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ ตั้งแต่นั้นมาชื่อป้อครูส่างคำก็เป็นที่รู้จักกันทั่วไป

 

 

            ขณะนี้ครูส่างคำ ได้ไปสอนฟ้อนกิงกะหร่าและโต อยู่ที่ศูนย์ไทใหญ่ วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน แต่ละครั้งมีเด็กมาเข้าเรียนราว ๕๐๗๐ คน นอกจากสอนฟ้อนแล้ว ครูส่างคำยังสอนทำตัวนกหรือตัวกิงกะหร่าและสอนทำตัวโตอีกด้วย จึงไม่แปลกที่ปัจจุบันมีนักแสดงกิงกะหร่าและโตอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งและอาจเป็นส่วนใหญ่ ที่เป็นศิษย์ของครูส่างคำท่านนี้

            นอกจากงานประเพณีออกพรรษาหรือออกหว่าแล้ว ในงานสำคัญอื่นๆ ของชาวไทใหญ่ เช่น งานวันขึ้นปีใหม่ งานวันชาติ ปอยส่างลอง ฯลฯ ล้วนต้องมีการฟ้อนกิงกะหร่าและโตเป็นส่วนประกอบด้วยทั้งสิ้น

            กล่าวโดยสรุปก็คือ ไม่มีการแสดงใดที่แสดงอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนของคนไทใหญ่ได้ดีเท่ากิงกะหร่าและโตอีกแล้ว เมื่อมีไทใหญ่ก็มีกิงกะหร่าและโต เมื่อมีกิงกะหร่าและโตก็มีชาวไทใหญ่ ในที่นี้ก็ย่อมหมายรวมถึง ชาวเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดที่มีคนไทยเชื้อสายไทใหญ่อยู่ร่วมกันมากมายถึงมากกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยอย่างแน่นอน

Hits: 222