ฟ้อนกลองตุ้ม

ฟ้อนกลองตุ้ม

ในความสวยงามของรูปภาพ อย่างที่ตาเห็น ล้วนมีองค์ประกอบของศิลปะหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น เส้น สี แสง เงา รูปร่าง รูปทรง เรื่องราว และการจัดองค์ประกอบภาพ 

 

ในความสวยงามของรูปภาพ อย่างที่ตาเห็น ล้วนมีองค์ประกอบของศิลปะหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น เส้น สี แสง เงา รูปร่าง รูปทรง เรื่องราว และการจัดองค์ประกอบภาพ และในความไพเราะของเสียงเพลง เสียงดนตรี ก็จะต้องมีองค์ประกอบอีกอย่างน้อย สามอย่าง คือ ท่วงทำนอง (Melody) จังหวะ (Rhythm) และการร้อยเรียงเข้าด้วยกัน (Harmony) หากกล่าวถึงศิลปะการแสดง ซึ่งเป็นองค์รวมของภาพและเสียง แถมยังบวกด้วยความเคลื่อนไหว การแสดง การเต้น การร่ายรำ และยังมีเรื่องราว คือบทบาทการแสดง (Acting) และความเป็นมา (Story) เติมเข้าไปอีก ด้วยองค์ประกอบที่หลากหลายเช่นนี้ คำตอบของศิลปะการแสดงที่เป็นเลิศ หรือประสบความสำเร็จอย่างสูงนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าจะหาสูตรสำเร็จได้อย่างยากเย็นเป็นอย่างยิ่ง

          หากบทเพลงแสนไพเราะมากมายที่เป็นเลิศ หรือประสบความสำเร็จอย่างยิ่งนั้น จำนวนมากกลับเป็นเพลงท่วงทำนองสั้นๆ ง่ายๆ กะทัดรัด อย่างเพลง เหมยฮัว ของจีน เพลงดวงจำปาของ สปป. ลาว เพลงอารีรัง ของเกาหลี และเพลงเดือนเพ็ญ ของไทย ซึ่งแต่ละเพลงที่กล่าวถึงนั้น สั้นๆ ง่ายๆ แต่ไพเราะจับใจผู้ฟัง อีกทั้งศิลปะการแสดงหลากหลายชนิดอย่าง ฟ้อนเทียน หรือ ฟ้อนเล็บ ของภูมิภาคล้านนา ฟ้อนเรณูผู้ไท ของเมืองเรณูนครนั้น ดูๆ ไปท่วงท่าการร่ายรำก็ไม่ได้ยากเย็นซับซ้อน แต่กลับสวยงามสง่าน่าประทับใจ เป็นการแสดงที่เป็นเลิศ ประสบความสำเร็จ และใช้ต้อนรับแขกบ้านเขกเมืองได้อย่างเป็นเกียรติยศมาแล้วช้านาน

          ดังนั้น ถึงที่สุดแล้วคำตอบของความเป็นเลิศ หรือประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งน่าจะอยู่ที่คำเรียบๆ ง่ายๆ คือความลงตัว ซึ่งก็คือ ความพอดี เพียงเท่านั้น ในโลกใบเล็กๆ ของเรานี้ บางที คำตอบสุดท้ายของทุกสิ่งอาจจะวนมาอยู่ที่คำง่ายๆ ซึ่งคือ ความลงตัว ความพอดี จบเพียงเท่านี้ก็เป็นได้

          ในส่วนของศิลปะการแสดงภาคอีสาน ฟ้อนกลองตุ้ม ก็เป็นศิลปะการแสดงในแนวเช่นเดียวกันนี้ คือเป็นการแสดงที่ท่วงท่าการร่ายรำไม่ได้มีอะไรมากมาย ท่ารำมีเพียงไม่กี่ท่วงท่า ผู้ฟ้อน หัดฟ้อนไม่นานก็สามารถฟ้อนได้ ซ้ำยังไม่ต้องฟ้อนสวยงามแบบนักศึกษานาฏศิลป์ด้วยซ้ำ ฟ้อนรำไปตามธรรมชาติอย่างที่ความรู้สึกอยากจะฟ้อนนำพาไป และฟ้อนได้พร้อมเพรียงกับผู้ฟ้อนคนอื่นๆ เพียงเท่านี้ เมื่อรวมกับท่วงทำนองจังหวะประกอบช้าๆ เนิบๆ และเครื่องแต่งกายเครื่องประดับของผู้แสดง ที่แปลกตา ยิ่งถ้าได้บวกกับการมีบทบรรยายบอกเล่าถึงความเป็นมา ความเก่าแก่ของฟ้อนกลองตุ้มที่อยู่คู่กับแผ่นดินอีสานมาเนิ่นนานเพียงไร เท่านี้การฟ้อนรำกระบวนนี้ ก็จะดูสวยงามเพริศแพร้ว ขรึมขลัง น่าประทับใจผู้ได้รับชมเป็นอย่างยิ่ง เป็นเกียรติยศเป็นศักดิ์ศรีของชาวอีสาน สามารถใช้เป็นการแสดงต้อนรับ

แขกบ้านแขกเมืองได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

 

 

          กลองตุ้มเป็นกลองสองหน้าขนาดเล็ก มีสำเนียงเสียงดังตุ้มๆกลอง จึงมีชื่อเรียกเช่นนั้น ชื่ออื่นๆ ของกลองตุ้ม คือ กลองตุ๊บ กลองต้มซุบ เป็นต้น กลองตุ้ม เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี เกิดเสียงด้วยการตีด้วยไม้หรือมือ กระทบกับแผ่นหนังที่ขึงตึง โดยมีกล่องเสียงเป็นรูปทรงกลมขนาดใหญ่ ไม่ต่างกับกลองชนิดอื่นๆ กลองตุ้มมี ขนาด คือกลองตุ้มขนาดเล็กมีหน้าเดียว สามารถสะพายตีได้ โดยคน คน กลองตุ้มขนาดกลาง มี หน้า ต้องใช้คน คนหาม เพื่อตีร่วมกับดนตรีชนิดอื่น เช่น ผางฮาด และกลองตุ้มขนาดใหญ่หรือใหญ่มาก เรียกว่ากลองเพลที่ใช้ตีในวัดเป็นกลอง หน้าจะไม่นำ

มาใช้ในวงกลองตุ้มเพราะมีขนาดใหญ่

          ชาวอีสานใช้กลองตุ้มใน กรณี คือ . ผู้ใหญ่บ้านตีกลองตุ้มเป็นเครื่องส่งสัญญาณแบบเดียวกันกับการใช้ขอลอ

หรือไม้เกราะ เคาะเรียกเป็นสัญญานกับลูกบ้าน และ . ชาวบ้าน ใช้กลองตุ้มทำจังหวะประกอบการรำต่างๆ เช่น เซิ้งบั้งไฟ ซึ่งมีจังหวะเท่าเท้าก้าวเดินซ้ายขวา ซ้ายขวาเสียงกลองตุ้มดังว่า ตุ้ม ตุ๊บ ตุ้ม ตุ๊บ หรือต้มซุบ ต้มซุบอันเป็นที่มาของชื่อเรียกกลองชนิดนี้เล่นๆ อีกชื่อหนึ่ง

          กลองตุ้มมีใช้ในสังคมชาวอีสานมาตั้งแต่ครั้งโบราณ ดังปรากฏในวรรณคดีพื้นบ้านจากหนังสือผูกโบราณ เรื่อง

ผาแดงนางไอ่” “เอากันฮิว โห่งัน ตีฆ้อง กลองชัย พร้อมกลองโทนกลองแป่ม” (กลองแป่มเป็นกลองเสียงแหลม ในที่นี้

หมายถึงกลองตุ้ม) ลำตัวของกลองตุ้มทำจากไม้ขนุน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำตัวประมาณ คืบ (ราว ๔๐ เซนติเมตร) มีความยาวของลำตัวประมาณ - คืบ ขุดท่อนไม้ให้กลวงเป็นกล่องเสียง หุ้มหน้ากลองด้วยแผ่นหนังรูปวงกลมทั้งสองหน้า

ดึงหนังหน้ากลองเข้าหากันด้วยการร้อยเชือกหนังเข้ารูร้อยที่เจาะไว้รอบๆ หนังหน้ากลองขึงตึงด้วยการตอกไม้เข้าไปเป็นลิ่ม

โยงเชือกหนังไปมาหากันในแนวซิกแซ็ก มีไม้ขัดเป็นกลไกตรึงหน้ากลองขัดอยู่ที่คู่เส้นเชือกหนังแต่ละคู่โดยรอบลำตัวกลอง

          การตีกลองตุ้ม อาจตีด้วยฝ่ามือหรือตีด้วยค้อนไม้ หุ้มปลายด้วยผ้าเคียนรอบเป็นรูปกำปั้น ปัจจุบันกลองตุ้มยังมีใช้อยู่ทั่วไปในทุกจังหวัดของภาคอีสาน โดยประโยชน์ใช้สอยที่หนึ่ง คือ ผู้ใหญ่บ้านใช้ตีเป็นสัญญาณบอกความกับลูกบ้านได้เลิกใช้ไป

แล้วเกือบทั้งหมด หันมาใช้ไมโครโฟนบอกเสียงตามสายไปแทน เพราะฝากข้อความได้มากกว่า คงเหลือแต่ประโยชน์ใช้สอย

ที่สอง คือใช้ตีประกอบจังหวะการร่ายรำ ฟ้อนกลองตุ้ม ซึ่งกลองตุ้มจะใช้เป็นเครื่องให้จังหวะกับการร่ายรำได้หลากหลายท่วงทำนองรำตามแต่พื้นที่จะประยุกต์ใช้ หากแต่ดั้งเดิมจริงๆ จะใช้กับกระบวนเซิ้งบั้งไฟเป็นหลักและที่สำคัญยิ่งจะต้องใช้

ร่วมกับเครื่องดนตรีประกอบจังหวะอีกชนิดหนึ่ง คือผางฮาด ซึ่งมีลักษณะเหมือนฆ้องแต่ไม่มีส่วนนูนออกมาตรงกลางเป็นจุดที่ใช้ตีให้เกิดเสียงกังวาน ผางฮาด มีลักษณะแบนเรียบเสียงตีจะดังผ่างๆ ใกล้เคียงกับเสียงเครื่องดนตรีจีนชนิดที่เรียกว่าแฉ

อาจจะมีความเป็นไปได้ที่มีการส่งต่อวัฒนธรรมซึ่งกันและกันในอดีต

          เสียงประสมของกลองตุ้มและผางฮาดนี้แหละ ที่ดังกระทบใจเร้าอารมณ์ให้เกิดความสนุกสนานอยากจะยกมือวาดเท้าขึ้นร่ายรำ ทำให้เกิดกระบวนการฟ้อนกลองตุ้มขึ้นมาได้ และกลายเป็นกระบวนฟ้อนที่มีอยู่และดำเนินรอยตามกันมาแต่โบราณกาล มีอายุยืนยาว และมีความเป็นท้องถิ่น คือเรียบง่ายเสียยิ่งกว่ากระบวนฟ้อนรำอีสานชนิดอื่นๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความงามสง่าแปลกตาและน่าสนใจด้วยเครื่องแต่งกายไม่เหมือนใครและที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นส่วนที่ขยับสับเปลี่ยนตลอดเวลาของกระบวนฟ้อนก็คือที่ซวยมือหรือกรวยมือซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการสวมนิ้วมือทั้งสิบ ทำมาจากหวายหรือไม้ไผ่ก้านยาว ปลายด้านหนึ่งสานให้เป็นกรวย เพื่อสวมเข้ากับนิ้ว ตัวก้านมีความยาวประมาณ ๓๐ เซนติเมตร แล้วพันด้วยด้ายสีต่างๆ ที่ปลายสุดของไม้มีพู่สีขาวฟู นิยมพันด้ายให้เหมือนกับสีของธงชาติไทย ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่งยาวๆ บางๆ คล้ายเล็บยาวๆ ของฟ้อนเล็บทางภาคเหนือ แต่มีสีสันมากเสียยิ่งกว่า

 

 

          การฟ้อนกลองตุ้ม ในอดีตจะนิยมฟ้อนกันแต่ในหมู่ผู้ชาย มีอยู่ แบบด้วยกัน แบบที่หนึ่ง คือการฟ้อนเป็นจังหวะในรูปแบบการฟ้อนแห่เป็นขบวน และแบบที่สอง คือการฟ้อนประกอบทำนองกาพย์เซิ้ง เพื่อขอเหล้าหรือปัจจัยไทยทาน เมื่อพิจารณาที่มาของการฟ้อนกลองตุ้มในแบบที่สอง จะเห็นได้ว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับประเพณีบุญบั้งไฟ เพราะมีทำนองเป็นเช่นเดียวกันกับทำนองเซิ้งบั้งไฟ แต่มีช่วงจังหวะที่ช้าเนิบนาบกว่า

          เครื่องดนตรีที่ใช้เล่นร่วมกับการฟ้อนกลองตุ้ม อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า มีเพียงกลองตุ้มและผางฮาด หากแต่ในวันนี้ เมื่อการแสดงของภาคอีสานทั้งหมดมีการขยายตัว เนื่องจากกระแสนิยมไทยและการท่องเที่ยว จึงอาจมีการเพิ่มเติมชนิดของเครื่องดนตรีขึ้นอีก เช่น เพิ่ม สะไน หรือ เขาควาย หรือ งาช้าง สำหรับเป่า อาจจะมีฉิ่งและฉาบเป็นตัวร่วมสร้างจังหวะประกอบด้วย

          ฟ้อนกลองตุ้ม อยู่ร่วมมากับสังคมอีสานมาเนิ่นนาน นานจนไม่อาจจำความได้ว่ามีมาเมื่อไร ในวันนี้เมื่อมีการรื้อฟื้นการแสดงของอีสานหลากหลายรายการขึ้นมาใหม่ ด้วยกระแสวิวัฒน์วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว โดยหน่วยงานรัฐต่างๆ หรือเอกชนเจ้าของทุนใหม่ๆ จึงมีพื้นที่หลายแห่ง ที่มีวงกลองตุ้มและมีการเล่นฟ้อนกลองตุ้มเป็นของตนเอง มีการประกาศความเป็นเจ้าของฟ้อนกลองตุ้ม หรือประกาศรูปแบบการพัฒนาการฟ้อนกลองตุ้มขึ้นมา จนมีการประกาศที่ทับซ้อนกันหลากหลายพื้นที่ ซึ่งก็คือความที่ต่างคนต่างมีวัฒนธรรมฟ้อนกลองตุ้ม เช่นนี้อยู่ในพื้นที่อยู่แล้วนั่นเอง

          ต่อมาจึงมีหลายพื้นที่มีการสร้างเอกลักษณ์ฟ้อนกลองตุ้มรูปแบบเฉพาะของพื้นที่ตนขึ้นมา เช่น

          จังหวัดศรีสะเกษ จะมีเครื่องประดับเฉพาะที่ใช้ในการฟ้อนกลองตุ้ม คือกระจกบานเล็กห้อยเป็นสร้อย แล้วใช้ใบตาลสานเป็นสร้อยสังวาลแทนฝ้ายขาว และสวมแว่นตาดำ

          จังหวัดอุบลราชธานี ใช้ฝ้ายขาวทำมาจากเส้นฝ้ายหรือไหมพรมสีขาว มัดแล้วตัดเป็นข้อๆ ใช้พาดไหล่ทั้งสองข้าง

คล้ายกับการใส่สร้อยสังวาล

          ฟ้อนกลองตุ้มบ้านศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร เป็นการฟ้อนที่มีเครื่องดนตรีที่ดำเนินทำนอง เช่น พิณ และแคน นำมาบรรเลงร่วมในการประสมวง มีการขับร้องประกอบ ส่วนท่าฟ้อนได้รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ รวมทั้งมีการคิดประดิษฐ์ท่าฟ้อนขึ้นใหม่ ผู้ที่มีบทบาทในการสืบทอดและประดิษฐ์ท่าฟ้อนในปัจจุบันคือ นางรจนา ป้องกัน มีท่าฟ้อนพื้นฐาน ท่าคือ

          . ท่าสาวน้อยสะบัดเอว สองมือจีบลงข้างสะเอวด้านซ้าย แล้วตวัดมือขึ้น ครั้ง จีบมือทั้งสองข้างไว้ตรงสะเอวด้านหน้าเตรียมเปลี่ยนท่าไปข้างขวาทำเหมือนข้างซ้าย สลับกันข้างละ ครั้ง ขยับขาขึ้น-ลงตามจังหวะ ตลอดเวลา (ท่าคล้ายการฝัดข้าว)

          . ท่าขอฟ้าขอฝนหรือบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จีบมือหงายทั้ง ข้าง วางมือเยื้องกัน (ข้างหนึ่งสูงขึ้นข้างหนึ่งต่ำ) ตวัดมือให้หงายทั้ง ข้าง ครั้ง เริ่มจากทางซ้ายก่อน เปลี่ยนเป็นจีบมือหมุนไว้ข้างหน้าเป็นท่าเตรียม แล้วเปลี่ยนเป็นทางขวา ครั้ง สลับซ้าย-ขวา ข้างละ ครั้ง

          . ท่าช้างชูงวง มือข้างหนึ่งยกสูงตั้งเข้าหาตัว และตวัดวาดไปข้างตัว ครั้ง ทางซ้าย แล้วจีบหมุนเตรียมท่าเปลี่ยนมาข้างขวา ทำเหมือนข้างซ้าย สลับกันไปมาข้างละ ครั้ง ขยับขาขึ้น-ลงตามจังหวะตลอดเวลา

          และท่าฟ้อนพื้นฐาน ท่า ของบ้านศรีฐานนี้แหละ ที่ต่อมาก็ได้มีการนำไปเผยแพร่ในสื่อต่างๆ หลากหลาย ทำให้เกิดภาพจำภาพหนึ่งว่า ฟ้อนกลองตุ้มแบบโบราณ จะต้องมีส่วนประกอบต่างๆ ดังที่ได้กล่าวถึงไปแล้วนั้น หากแต่อันที่จริง ฟ้อนกลองตุ้มก็มีวิวัฒนาการต่อยอดออกมาอีกหลากหลาย เช่น สถานศึกษาหลายแห่ง ที่นำฟ้อน

กลองตุ้มมาจัดแสดง ก็มีผู้หญิงเข้ามาร่วมฟ้อนด้วย โดยแต่งตัวเป็นผู้ชาย สถานศึกษาบางแห่งก็นำฟ้อนกลองตุ้มมาแสดงร่วมกับวงโปงลาง ใช้วงโปงลางเป็นตัวเดินเสียงเพลง ในการรำ แทนที่จะเป็นการให้จังหวะจากกลองตุ้ม เท่านั้น

          มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ได้ดัดแปลงให้ฟ้อนกลองตุ้มเป็นการแสดงบนเวที โดยให้นักแสดงที่เป็นผู้หญิงล้วน แบ่งเป็น ด้าน ด้านหนึ่งจะแต่งกายเป็นผู้ชาย อีกด้านจะแต่งเป็นชุดสตรีแบบพื้นเมืองอีสาน ซึ่งได้ดัดแปลงท่วงท่าบางส่วนผสมผสานกับดนตรีของวงโปงลาง

          ฟ้อนกลองตุ้มของวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด ได้ดัดแปลงการฟ้อนกลองตุ้มแบบโบราณมาผสมผสานกับการแสดงบนเวที คือจะมีการฟ้อนร่วมกันระหว่างผู้ชายและผู้หญิงด้วย แทนการฟ้อนแบบโบราณ ซึ่งจะมีแค่ผู้ชายเท่านั้น โดยการแสดงในช่วงแรกจะบรรเลงแบบโบราณ คือใช้เพียงกลองตุ้ม ผางฮาด และสะไน ช่วงที่สองจะบรรเลงด้วยวงโปงลาง ในจังหวะและทำนองที่สนุกสนานเร้าใจ เป็นต้น

          ฟ้อนละครผู้ไท ก็น่าเชื่อได้ว่าเป็นฟ้อนกลองตุ้มมาแต่เดิม แล้วจึงมีการดัดแปลงให้เป็นส่วนเฉพาะของการแสดงของชาวผู้ไท และสำหรับโอกาสการแสดงของฟ้อนกลองตุ้มในปัจจุบัน คือการแสดงในงานของท้องถิ่นและงานเทศกาลต่างๆ เช่น ประเพณีบุญบั้งไฟ งานเข้าพรรษา แห่เทียน งานข้าวสากข้าวประดับดิน งานพิธีอวยพรและต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง เป็นต้น

          ฟ้อนกลองตุ้ม ได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ในปี .. ๒๕๕๖ 

 

เรื่อง : อภินันท์ บัวหภักดี
ภาพ : อดุล ตัณฑโกศัย

Hits: 635