ว่าด้วยสถาปัตยกรรม “ชิโน ปอร์ตุกีส” ในประเทศไทย

            สถาปัตยกรรมเก่าแก่แบบฝรั่งปนจีนบ้าง ปนแขกบ้าง ในเมืองภูเก็ตมีมากมายหลายหลาก แต่ที่หนาแน่นจนวันนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวในเมืองที่เรียกกันว่า “ย่านเก่าภูเก็ต” ถนนดีบุก ถนนถลาง ถนนพังงา ซอยรมณีย์ฯ ที่มีนักท่องเที่ยวมาเดินเที่ยวกันหนาตาพลุกพล่านในช่วงบ่ายแก่ๆ ยันค่ำ พอมีคนมาเดินเที่ยวกันเยอะๆ ก็จะต้องมีผู้รู้มาเล่าเรื่องอาคารเก่าที่ตั้งอยู่ตรงหน้า ถึงตอนนี้ก็มีคำอยู่สองคำอันเป็นที่ถกเถียงกันไปมาหน้าดำคร่ำเครียด ดูเหมือนจะหาข้อยุติได้ลำบาก คำสองคำนั้นคือคำ Chino Portuguese ซึ่งเป็นคำที่มีมานานแล้ว กับคำใหม่ Chino Colonial ซึ่งมีคนรุ่นใหม่นำมาใช้ 

            ตัวผมเองมีอาชีพเป็นสถาปนิก ทำมาหากินอยู่บริเวณนี้มาหลายสิบปี ได้ยินได้ฟังเรื่องนี้มานานก็เลยลองบันทึกข้อมูลหลากหลายเอาไว้ อยากจะหยิบมาขยายความให้คุณๆ ได้รับรู้ไว้เป็นเครื่องประเทืองปัญญาและบันเทิงอารมณ์กันสักหน่อยดังต่อไปนี้ ครับ

            ณ ดินแดน หมู่เกาะเครื่องเทศ หรือ หมู่เกาะอินเดียตะวันออก ซึ่งหมายถึงหมู่เกาะหลากหลายในทะเลจีนใต้ ของภูมิภาคอาเซียน อันเป็นดินแดน ประเทศมาเลเซีย บรูไน ติมอร์ สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ในปัจจุบัน ราวปี พ.ศ. ๒๐๐๐ เป็นต้นมา เป็นช่วงที่อาณาจักรจีนอยู่ในสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงติดต่อกัน ตั้งแต่ครั้งนั้น  อาณาจักรจีนกับดินแดนแถบนี้ได้มีการติดต่อค้าขายไปมาหาสู่กันมานานแล้ว การเดินเรือค้าขายเพียงด้วยการแล่นลมเล่นใบของสำเภาจีน ทำให้ลูกเรือพ่อค้าวาณิชย์ที่มาทำการค้าขายในดินแดนแถบนี้ต้องติดลมมรสุมพักค้างรอลมกันอยู่ในหมู่เกาะต่างๆ เป็นเวลานานๆ

            แล้ว “บุพเพสันนิวาส” ก็ปฏิบัติการ คำว่า Peranakan จึงเกิดขึ้น

 

           Peranakan คือ อะไรกัน

            Peranakan คำนี้เป็นภาษามลายูที่เป็น คำใหม่ เพิ่งเกิดขึ้น ผู้รู้ภาษานี้ให้ข้อมูลว่า คำ Per เป็น Prefix แปลว่า เกี่ยวกับ หรือ มาก คำว่า Anak แปลว่า เด็กๆ หรือ ลูกๆ และ An เป็น Suffix ทำให้คำข้างหน้าเป็นคำนาม คำว่า Peranakan จึงมีคำแปลตรงๆ ว่าเกี่ยวกับเด็กๆ หรือลูกๆ เป็นคำที่บัญญัติขึ้นมาใหม่เพื่อให้นิยามคน

สองสัญชาติ ซึ่งบุพเพสันนิวาสชักนำให้ได้มาครองคู่กันแม้จะเกิดมาอยู่คนละมุมโลก คือ คนจีนกับคนมลายู คำๆ นี้ ไม่ได้ใช้เรียกเฉพาะคน หากยังใช้เรียกวัฒนธรรมใหม่ที่ผิดแผกไปจากเดิม เป็นวัฒนธรรมที่คนกลุ่มนี้ได้ผสมผสานส่วนดีของวัฒนธรรมทั้งสองฝ่ายเข้ามาใช้ร่วมกันเพื่อดำรงชีวิตในดินแดนนี้ต่อมาอย่างมีความสุข 

            หากต่อมา เมื่อมีคนอีกสัญชาติหนึ่งเข้ามาร่วมอยู่อาศัย เป็นชาวยุโรปตะวันตก โดยมีชาวโปรตุเกสนำมาเป็นอันดับแรก คำๆ นี้ ก็อนุโลมให้ใช้ได้กับ บุพเพสันนิวาส ครั้งใหม่ ที่มีชาวตะวันตกเข้ามาเป็นตัวละครร่วมเล่นด้วยได้อีก ซึ่งชาวตะวันตกที่ว่านี้ ส่วนใหญ่จริงๆ ก็ไม่ใช่ชาวตะวันตกที่แท้ จำนวนมากเป็นทหารโปรตุเกสซึ่งเป็นคนอินเดียตัวดำๆ แทบไม่ได้ต่างจากคนพื้นเมืองเท่าไรนักจึงกลมกลืนกันไปได้ไม่ยาก และวัฒนธรรมใหม่ของความเป็นลูกผสมสามชาติพันธ์ุ ณ พื้นที่ตรงนี้ก็พลอยถูกเรียกว่า วัฒนธรรม Peranakan ไปด้วยกันทั้งหมด

            วัฒนธรรม Peranakan ได้รวมเอาการผสานผสมสามชาติพันธ์ุ ในสามด้านหลักเข้าไว้ด้วยกันคือ ความเป็นอยู่ อาหารการกิน และที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะสำหรับเรื่องที่อยู่อาศัย ยังมีคำพิเศษอีกคำหนึ่งขึ้นมาช่วยอธิบายความ นั่นคือคำว่า Chino Portuguese ซึ่งหมายถึงรูปแบบสถาปัตยกรรมเฉพาะของชาว Peranakan

ซึ่งจะผสมผสานวัฒนธรรมตะวันออก จีน และอินเดีย อาหรับ เข้ากับฝรั่งตะวันตก อันหมายถึงเฉพาะ วัฒนธรรมโปรตุเกส ด้วยเท่านั้น

 

            ชิโน ปอร์ตุกีส (Chino Portuguese)

            คือรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่าง “ตะวันออกและตะวันตก” ในหมู่เกาะต่างๆ และแหลมมลายู ในยุคสมัยแห่งจักรวรรดินิยมตะวันตก ในราว พ.ศ. ๒๐๕๔ เป็นต้นมา สามารถพบเห็นได้ในเมืองมะละกา และเมืองอื่นๆ อีกหลากหลาย ในประเทศอินโดนีเซีย เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ รวมมาถึงประเทศไทย

            ชาวโปรตุเกส ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและทำการค้าบริเวณเมืองท่ามะละกา ได้นำเอาศิลปวัฒนธรรมตลอดจนวิทยาการตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ ทั้งยังได้สร้างบ้านและสถาปัตยกรรมตามรูปแบบของตน ซึ่งช่างชาวจีนได้นำผังการก่อสร้างไปดำเนินการ แต่ลักษณะของสถาปัตยกรรมได้เพี้ยนไปจากเดิม โดยช่างชาวจีนได้ตกแต่งลวดลายสัญลักษณ์รวมถึงลักษณะรูปแบบบางส่วนของตัวอาคารตามคติความเชื่อ จนเกิดการผสมผสานเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้น ท่ามกลางสังคมของกลุ่มชน ๓ เชื้อชาติ อันได้แก่ โปรตุเกส จีน และมลายู ในดินแดนหมู่เกาะทะเลจีนใต้

            ต่อมาเมื่อชาวดัตช์และอังกฤษเข้ามามีอิทธิพลในดินแดนแถบนี้ ก็ได้ปรับปรุงรูปแบบของอาคารโดยดัดแปลงและเพิ่มเติมลวดลายต่างๆ และมีชื่อเรียกลักษณะการก่อสร้างอาคารเหล่านี้ว่า สถาปัตยกรรม “จีน-โปรตุเกส” คำว่า “Chino” หมายถึงคนจีน และคำว่า “Portuguese” หมายถึง โปรตุเกส แม้ว่าอังกฤษและดัตช์จะเข้ามามีอิทธิพลในการผสมผสานศิลปะของตนเข้าไปในยุคหลังด้วยก็ตาม ก็ยังเรียกรวมกันว่า จีน-โปรตุเกส

            ครับ ข้อความด้านบนจาก วิกิพีเดีย ซึ่งคนสมัยนี้เขาใช้อ้างอิงกัน จากข้อความดังกล่าว เราลองมาศึกษาประวัติศาสตร์จากคู่กรณีกันดีกว่า เริ่มแรกคือ จีน เข้ามาในดินแดนแถบนี้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์เหลียง ในราว พ.ศ. ๗๐๐-๘๐๐ โดยมีการพบเครื่องถ้วยจีน พุทธศตวรรษที่ ๘-๑๖ ในบริเวณนี้

            จุดสำคัญอยู่ตรงประมาณ พ.ศ. ๑๙๔๘-๑๙๗๘ จักรพรรดิหย่งเล่อ แห่งราชวงศ์หมิง ส่งกองเรือสำรวจ ค้าขาย และการทูต ภายใต้การนำของมหาขันทีเจิ้งเหอ ออกตระเวณสมุทร ก่อให้เกิดการค้าการพาณิชย์กับหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลใต้ ความสัมพันธ์ทางการค้านั้นเจริญขึ้นมากจนถึงขั้นการประสานน้ำใจด้วยการแต่งงาน จักรพรรดิจีนได้ประทานองค์หญิงหั้นลี่เป่า มาให้อภิเษกสมรสกับสุลต่าน Lansu Shah นับเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ Peranakan จากนั้นจึงมีการแต่งงานระหว่างคนจีนกับคนพื้นเมืองมุสลิม ก่อเกิดบุตราชาติผสมจีนกับมาลายูติดตามต่อมา

            พ.ศ. ๒๐๔๘ โปรตุเกส เริ่มขยายตัวจากอินเดียเข้ามาในดินแดนหมู่เกาะของอินโดนีเซีย โดยใช้ช่องแคบมะละกา ในปี พ.ศ. ๒๐๕๔ โดยการนำของ

อาฟองโซ อัลบูเคิร์ค โปรตุเกสจึงเข้ายึดมะละกา และใช้อำนาจควบคุมเส้นทางเดินเรือเชื่อมโยงหมู่เกาะแถบนี้กับมหาสมุทรอินเดีย

            แต่การเข้ามายิ่งใหญ่ในแถบนี้ของโปรตุเกส กลับปลุกให้ประเทศอื่นๆ ในยุโรปฟื้นตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าโปรตุเกส ประเทศเล็กๆ ยังสามารถก้าวไปได้ไกล ทำไมประเทศใหญ่ๆ ทั้งหลายที่เกรียงไกรกว่าอย่างฮอลันดา อังกฤษ ฝรั่งเศส จะทำไม่ได้

            พ.ศ. ๒๑๘๔ ฮอลันดา ก็เข้ายึดเมืองมะละกาแทนโปรตุเกส การยึดมะละกาของฮอลันดาครั้งนั้น ทำให้ โปรตุเกส หมดสภาพในหมู่เกาะแถบนี้ อิทธิพลใดของโปรตุเกสก็ถูกแทนที่ด้วยฮอลันดา จะเห็นได้ว่าระยะเวลาที่โปรตุเกส อยู่ในหมู่เกาะแถบนี้มีอายุสั้นๆ เพียง ๑๓๐ ปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๐๕๔-๒๑๘๔ เท่านั้น ถ้านับถึงปัจจุบันที่โปรตุเกสหายไปจากแถบนี้ก็อยู่ในราว ๓๗๐ ปีมาแล้ว

            โปรตุเกสมีอิทธิพลอยู่ในย่านนี้ เพียง ๑๓๐ ปี เท่านั้น ต่อจากนั้นจึงเป็นการเข้าครอบครองของฮอลันดา และต่อมาด้วยอังกฤษ ช่วง ๓๐๐ ปี ก่อนจะมีอาคารในยุคนั้นหลงเหลือมาถึงยุคนี้ที่ไหน อย่างไร และโปรตุเกสจะมีอิทธิพลต่ออาคารบ้านเมืองของเราได้อย่างไรในสมัยนั้นที่สำคัญอาคารบ้านเรือนแบบที่เรียกว่า Chino Portuguese ในประเทศไทยจน พ.ศ. ๒๕๖๑ นี้ ในปี พ.ศ. ๒๑๘๔ ตอนนั้นยังไม่ได้สร้างขึ้นมาเลยสักหลัง

 

            จุดเปลี่ยน ยุคอาณานิคม

            จุดเปลี่ยนในเรื่องของอาณานิคมสำคัญในหมู่เกาะย่านนี้ คือการก้าวเข้ามาของอังกฤษ เริ่มด้วยการยึดครองเกาะปีนังจากสยามในราว พ.ศ. ๒๓๒๙ นับแต่นั้น อังกฤษก็ค่อยๆ คืบคลานไปเรื่อยๆ จนได้เมืองมะละกา และมาเลเซียผลักดันฮอลันดาออกไปไกลจากดินแดนคาบสมุทร โปรตุเกสยิ่งไม่ต้องพูดถึง ภายหลังเหลืออาณานิคมอยู่เพียงเกาะเดียวในแถบนี้คือที่เกาะติมอร์ ติดไปทางออสเตรเลียโน้น

            แต่นับถึงตอนนี้ ฮอลันดาก็มีอิทธิพลบนมะละกามาแล้วราว ๑๔๕ ปี มีสิ่งปลูกสร้างหลงเหลืออยู่มากในมะละกา พ.ศ. ๒๓๖๗ อังกฤษยึดครองสิงคโปร์ และได้พัฒนาเมืองเป็นเมืองท่าสำคัญ เท่ากับอังกฤษครอบครองช่องแคบมะละกาไว้ทั้งหมด รวมถึงยึดอินเดียไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๐๐

            รูปแบบอาคารศิลปกรรมอังกฤษมีความแตกต่างจากโปรตุเกสอย่างชัดเจน ถึงแม้จะมีความเป็นฝรั่งเหมือนกัน ชื่อเรียกของศิลปกรรมผสมในช่วงการปกครองของอังกฤษนี้ มีชื่อเรียกเฉพาะว่า ศิลปกรรมแบบ Colonial อันหมายถึงศิลปะแบบอาณานิคม ซึ่งในยุคล่าอาณานิคมมหาอำนาจชาวตะวันตก เช่น ฮอลันดา ฝรั่งเศส

โดยเฉพาะอังกฤษ ได้เข้ามาปลูกสร้างอาคารต่างๆ เอาไว้ในเมืองขึ้นของตน สรุปคร่าวๆ ก็คือ Colonial Style เป็นศิลปะแบบตะวันตกผสมผสานศิลปะพื้นเมือง เกิดขึ้นในช่วงล่าอาณานิคม

            ตรงนี้ละกระมังที่ใครสักคนที่เชื่อมั่นว่า สยามประเทศของเราไม่เคยเป็นอาณานิคมใคร การจะใช้ชื่อศิลปสถาปัตยกรรมว่า Colonial Style จึงไม่เหมาะสม แต่อันที่จริงจะเป็นอย่างไร เราลองมาดูกันต่อไป

 

            จุดสำคัญ คนจีนมาไทยกันอย่างไร

            พ.ศ. ๒๓๖๘ สยาม ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ทรงทำ “สนธิสัญญาเบอร์นี” กับอังกฤษ ทำให้เกิดการค้าขายระหว่างฝรั่งกับปีนัง มะละกา สิงคโปร์ ได้โดยตรง การทำเหมืองแร่ดีบุกในภาคใต้เจริญเติบโต “ชาวจีน” จากหมู่เกาะทั้งหลายจึงค่อยย้ายเข้าสู่สยามเข้ามาทำเหมืองกันมากขึ้น เมื่อชาวจีนเหล่านี้ร่ำรวยขึ้นจากการทำเหมือง อาคารในภูเก็ตทั้งหลายจึงค่อยเกิดขึ้น

            อาคารอายุระดับ ๘๐-๑๕๐ ปี ในบ้านเราเป็นการก่อสร้างในสมัยและสไตล์โคโลเนียล โดยเฉพาะอาคารทางราชการ ที่รับอิทธิพลจากยุโรปเต็มๆ ทั้งส่วนกลางคือในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในรัชสมัยรัชกาลที่ ๔-๖ อิทธิพลสถาปัตยกรรมนีโอคลาสิค เรอเนสซองส์ อีกทั้งในยุคนั้นมีคนจีนที่เติบโตในระบบราชการทางใต้มาก เช่น

พระยารัษฎานุประดิษฐ์ เจ้าเมืองระนอง เป็นต้น ล้วนแต่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจสองด้าน คือ ด้านการค้าแร่ดีบุก และทำการค้าทั่วไปกับเกาะหมาก หรือเกาะปีนัง ซึ่งเป็นอาณานิคมอังกฤษ

            จะเห็นได้ว่า อิทธิพลโปรตุเกส เมื่อ ๓๗๐ ปีก่อน ไม่น่าจะมีทางส่งผลต่อสถาปัตยกรรมตึกรามรวมทั้งบ้านเรือนของเรามาถึงปัจจุบัน ดังนั้นที่มีอิทธิพลมากกว่าน่าจะเป็นฮอลันดาที่มีต่อมะละกา และอังกฤษต่อมะละกา และปีนัง ส่วนสยามของเราที่รับรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกเข้ามานั้น ก็เอามาจากหมู่เกาะทั้งหลายที่อังกฤษครอบครองอยู่ที่ศิลปในการก่อสร้างแบบฝรั่งนั้น เรียกว่า โคโลเนียล ไม่ใช่ ปอร์ตุกีส

            ข้อสังเกตอีกอย่าง คนจีนเข้ามาทำเหมืองแร่ทางฝั่งอันดามันกันอย่างมากมาย เป็นในยุคอิทธิพลของอังกฤษแล้ว ดังนั้นอาคารทางภาคใต้ชายฝั่งทะเลอันดามันของไทย จริงๆ แล้วจึงควรได้รับอิทธิพลรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบอังกฤษมากกว่าอื่นๆ อาคารเหล่านั้นได้แก่ อาคารราชการ ที่ได้รับอิทธิพลจากการเปิดรับอารยธรรมรูปแบบตะวันตก อังกฤษ อาคารบ้านเรือนเอกชนคหบดีจีน ที่มีอิทธิพลจากการค้าเหมืองแร่ รวมถึงการศึกษาต่อปีนังและอังกฤษ

 

            สถาปัตยกรรมมะละกา และปีนัง

            ในคาบสมุทรมลายา เรียกศิลปะชนิดนี้ว่า Chino Portuguese เพราะรากฐานดั้งเดิม คือ โปรตุเกส ฮอลแลนด์ และอังกฤษ แต่เอาเข้าจริงถึงตอนนี้ มะละกาเขาก็ไม่เรียกศิลปสถาปัตยกรรมลักษณะผสมผสานบนเกาะแห่งนี้ว่า Chino Portuguese แล้วเขาประกาศคำใหม่ว่า Malaccans Architects หรือ Melaka Architecture ซึ่งพูดชัดว่าได้รับอิทธิพลสำคัญจากฮอลันดา ส่วนทางด้านเมืองปีนัง ในวันนี้ทางโน้นเขาก็บอกชัดว่าสถาปัตยกรรมรูปแบบผสมที่นั่น ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมอังกฤษ และเรียกศิลปสถาปัตยกรรมในบ้านเมืองเขาอย่างภาคภูมิใจว่า สถาปัตยกรรมแบบปีนัง

            ส่วนเมืองไทยเรา เมื่อมีการพัฒนาการการท่องเที่ยวมากขึ้น การท่องเที่ยวภูเก็ตบ้านเราดีกว่ามะละกา และปีนังเสียอีก จึงต้องมีการสร้างเอกลักษณ์ที่เป็นของไทยเราเอง เมื่อพิจารณาว่าการผสมผสานแบบของบ้านเรามีเอกลักษณ์เฉพาะแบบของไทยไม่เหมือนกับทางหมู่เกาะทั้งหลายในมาเลเซีย อินโดนีเซีย และอยู่ในเมืองไทยมาแล้วเป็นร้อยปี

            เอาจริงเข้า สถาปัตยกรรมการก่อสร้างในอาเซียน บนหมู่เกาะและคาบสมุทรทั้งหลายที่ยังคงอยู่ในวันนี้ ก็เป็นการผสมผสานแบบที่เรียกว่า Chinese Colonial มากกว่า แนวการก่อสร้างนี้มีมากและเด่นชัดที่เกาะปีนัง และลูกหลานชาวภูเก็ตจำนวนมากสมัยนั้นก็เล่าเรียนมาจากเกาะปีนัง ดังนั้น อิทธิพลในเรื่องสถาปัตยกรรมของภูเก็ตจึงเป็นอิทธิพลจากปีนังอย่างไม่ต้องสงสัย

            และที่สำคัญคือ อาคารทั้งหลายในเมืองภูเก็ต และตะกั่วป่า ที่บอกว่าเป็นอาคารแบบ Chino Portuguese นั้น ล้วนมีอายุไม่เกิน ๑๕๐ ปีเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีอิทธิพลโปรตุเกสหลงเหลืออยู่อย่างแน่นอน การจะเรียกอาคารทั้งหลายในภูเก็ต และตะกั่วป่าว่า Chino Portuguese จึงไม่น่าจะสะท้อนความเป็นจริงเท่าใดนัก

            บทสรุปบันทึกของผมฉบับนี้ จึงอยากจะจบลงตรงคำยืนยันที่ว่า สถาปัตยกรรมแบบผสมผสานของบ้านเราในหลายๆ จังหวัดภาคใต้ เช่น ภูเก็ต พังงา ระนอง ตรัง นั้นล้วนได้รับอิทธิพลมาจากการทำการค้า และการทำเหมืองแร่ระหว่างบ้านเรากับเมืองปีนัง มากกว่าที่อื่นๆ ซึ่งนั่นก็คือ ได้รับอิทธิพลของสถาปัตยกรรมแบบ Chino Colonial นั่นเอง 

 

เรื่อง : ศรัณย์ รองเรืองกุล
ภาพ : อดุล ตัณฑโกศัย เชษฐา นุ้ยเล็ก

Hits: 801