รู้เท่าทัน วัฒนธรรมพันทาง ในสังคมไทยยุค ๔.๐

         วัฒนธรรมพันทาง (Cross Culture) ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์มีมาตั้งแต่ในอดีต ผ่านยุคสมัยมาหลายพันปี จนกระทั่งบางกรณีอาจกลายไปเป็นลูกผสมทางวัฒนธรรม (Hybrid Culture) หรือกลายไปเป็นอัตลักษณ์ของผู้คนตามชาติพันธุ์หรือกลุ่มวัฒนธรรมนั้น ๆ การไขว้วัฒนธรรมที่เข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยก็เช่นกัน เกิดขึ้นในสุวรรณภูมิมาเนิ่นนานปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลาหลายร้อยหลายพันปี หากจะค้นหารากเหง้าทางวัฒนธรรมดั้งเดิมแท้แบบบริสุทธิ์ของประเทศไทยจึงอาจเป็นไปไม่ได้เลย อย่างไรก็ดีการที่ทุกวันนี้ประเทศไทยยังมีร่องรอยของมรดกทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ย่อมชี้ชัดว่าเหตุใดสังคมไทยจึงมีความเข้มแข็งและเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นทางวัฒนธรรมอย่างยิ่งในโลกปัจจุบัน

         ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ปาริชาติ จึงวิวัฒนาภรณ์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านละครเวทีและทำงานศึกษาวิจัยด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยมาเกือบยี่สิบปี ได้เปิดมุมมองและแนวคิดอันน่าสนใจ ทั้งยังทิ้งคำถามชวนคิดถึงการใช้ชีวิตอย่างรู้เท่าทันได้อย่างไรในยุควัฒนธรรมพันทางกับสังคมไทย ๔.๐ นี้

           นิยามของวัฒนธรรมพันทาง หรือ Cross Culture

          “คำว่า Cross Culture มีนัยถึงการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมที่เข้ามามีส่วนในวิถีชีวิตหรือกิจกรรมต่าง ๆ ของเรา คำว่า Cross คือ การข้ามไปข้ามมา หรือการไขว้กัน ซึ่งวัฒนธรรมที่บริสุทธิ์จริง ๆ คืออะไรก็ยากจะพิสูจน์ได้ และคิดว่าหาได้ยากแล้วในทุกวันนี้ เพราะเมื่อการสื่อสารและการคมนาคมเปลี่ยนรูปแบบไป มนุษย์ก็รับเอาสิ่งที่ตนเองเรียนรู้ซึ่งเป็นของคนอื่นมาปรับใช้ให้เหมาะกับตนเอง นับตั้งแต่การเดินทางด้วยเท้า ด้วยช้าง ม้า เกวียน จนถึงพาหนะที่เห็นในปัจจุบัน รวมไปถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีการสื่อสารจากการเขียนจดหมายมาถึงการใช้อินเทอร์เน็ต ทั้งหมดนี้ล้วนก่อให้เกิดโอกาสเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ ๆ มาโดยตลอด ตัวอย่างเช่น ในอดีตการเดินเท้าในการติดต่อระหว่างหมู่บ้านทำให้ผู้คนได้เรียนรู้วัฒนธรรมของคนที่อยู่ใกล้เคียงกัน เช่น การทำเกษตรบ้าง ล่าสัตว์บ้าง แต่เมื่อใดที่เขาเดินทางข้ามหมู่บ้าน หรือแต่งงานข้ามหมู่บ้าน เขาก็จะได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างออกไปจากสังคมเดิม เช่น หมู่บ้านหนึ่งกินข้าวเหนียว แต่อีกหมู่บ้านหนึ่งกินข้าวเจ้า เมื่อเกิดการไปมาหาสู่กัน ทั้งสองหมู่บ้านก็แลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมการกินข้าว คือกินได้ทั้งสองแบบ” 

 

         มนุษย์ไม่เคยหยุดนิ่งและพร้อมพัฒนา

         “มนุษย์มีสัญชาตญาณที่อยากจะพัฒนาคุณภาพชีวิตมาโดยตลอด โดยใช้เวลาหลายพันปีในการปรับเปลี่ยนตนเอง มีหลักฐานของวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมจนเกิดเป็นอารยธรรมมากมาย มันเป็นธรรมชาติของเผ่าพันธุ์มนุษย์ เราไปฝืนไม่ได้ เพราะธรรมชาติของมนุษย์มีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปสู่วิถีชีวิตที่กินดีอยู่ดี สะดวกสบาย ยั่งยืน มั่นคง ปลอดภัยมากขึ้น เพียงแต่ว่าพอวิถีชีวิตคนเปลี่ยน ยุคสมัยเปลี่ยน รูปแบบของการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย เรายืมวัฒนธรรมของผู้อื่นมาใช้โดยง่ายดายขึ้น คนอื่นก็ยืมวัฒนธรรมของเราไปใช้อย่างง่ายเช่นกัน”

           การเดินทางติดต่อสื่อสารมีผลต่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

          “นับตั้งแต่มีการเดินทางติดต่อสื่อสารเกิดขึ้นล้วนก่อให้เกิดโอกาสเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ ๆ มาโดยตลอด จากเดิมติดต่อสื่อสารคมนาคมที่ใช้เวลาค่อนข้างมาก มาเป็นการคมนาคมและการสื่อสารที่สะดวกรวดเร็ว ย่อมส่งผลต่อการใช้ชีวิตตั้งแต่ระดับหน่วยเล็ก ๆ แบบไมโคร (micro) ไปจนกระทั่งหน่วยที่ใหญ่ขึ้น เช่น ระดับประเทศ ระดับภูมิภาค ระดับนานาชาติ เป็นต้น ตัวอย่างของวัฒนธรรมพันทางปรากฏอยู่แทบทุกหนแห่ง

         “ในอดีตเราอาจไปเห็นหมู่บ้านหนึ่งทำเครื่องมือหาปลาและมีวัฒนธรรมการกินอันเกิดจากปลามากมาย เราก็เอามาใช้กับหมู่บ้านเราบ้าง ทุกวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนไทยกินขนมปังปิ้ง กาแฟ เป็นอาหารเช้า ตอนกลางวันกินสปาเกตตีขี้เมา ตอนเย็นกินซูชิ เรื่องวัฒนธรรมการแต่งกายก็เห็นได้ชัด คนไทยอาจจะสวมเสื้อสูทตะวันตกที่ตัดเย็บจากผ้าทอลายจก หรือฝรั่งสวมเสื้อคลุมแบบกิโมโนที่ใช้สิ่งทอจากตะวันตก วัฒนธรรมการแต่งกายแบบ Cross Play เกิดขึ้นกับวัยรุ่นทั่วโลก เรื่องภาษาก็เกิดขึ้นมากมายตลอดเวลา ภาษาไทยจึงมีคำบาลี สันสกฤต ขแมร์ ลาว จีน ผสมผสานอยู่ เพลงป๊อบเกาหลีมีภาษาอังกฤษแทรกเข้าไปเป็นประโยค เด็กไทยปัจจุบันนี้อาจพูดได้หลายภาษาไขว้ไปมาเวลาคุยกันในครอบครัว ตั้งแต่ภาษาถิ่น ภาษาชาติพันธุ์ของตน ไปจนกระทั่งภาษาต่างประเทศ ผสมในการสื่อสาร ตราบใดที่ภาษายังถูกใช้ในชีวิตประจำวัน ภาษาเหล่านั้นก็จะไม่ตาย หากนึกถึงการข้ามวัฒนธรรมในระดับมหภาค ก็เห็นว่าศาสนาและวิถีปฏิบัติทางศาสนาน่าจะเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน

         “แล้วในต่างประเทศมีการไขว้วัฒนธรรมอย่างไร ก็ต้องตอบว่าไม่ต่างจากประเทศไทย ทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นวัยรุ่นยุโรปแต่งชุด Cross play แบบการ์ตูนญี่ปุ่น คนฟิลิปปินส์แต่งตัวแบบแฟชั่นเกาหลี คนอเมริกันฝึกมวยไทยเพื่อเป็นนักกีฬามืออาชีพ คนญี่ปุ่นทำเบเกอรีฝรั่งเศสจนเป็นอุตสาหกรรม”

 

           ใช้ชีวิตรู้เท่าทันวัฒนธรรมพันทาง 

         “เราควรใช้ชีวิตท่ามกลางวัฒนธรรมพันทางอย่างมีวิจารณญาณ รู้เท่าทันสิ่งที่เปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักตนเอง รู้จักวัฒนธรรมที่เป็นมรดกถ่ายทอดจากบรรพบุรุษซึ่งสร้างไว้มาเนิ่นนานด้วยความยากลำบาก เราซึ่งเป็นคนปัจจุบันหรือคนรุ่นใหม่ควรตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษสร้างขึ้น ถ้าเป็นประโยชน์ยิ่งต้องรักษาไว้ให้ดี เพราะไม่เช่นนั้นจะสูญหาย หรืออาจถูกลืมและลดคุณค่าลงไปเรื่อย ๆ จนไม่มีความสำคัญใด ๆ

         “ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ว่าจะให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างสุดโต่งจนลืมความสำคัญของวัฒนธรรมที่อยู่ใกล้ ๆ ตัวเรา ความยากของการเป็นคนยุคปัจจุบันคือ จะให้น้ำหนักหรือความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้อย่างไรมากกว่า เพราะแต่ละคนก็มีความเป็นปัจเจกมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ถ้ารุ่นทวดรุ่นตายายเป็นชาวมอญมาลงหลักปักฐานอยู่เมืองไทยร้อยปีก่อน แต่มาถึงรุ่นลูกหลานที่เกิดและเติบโตในเมืองไทย จะเลือกที่จะรักษาวัฒนธรรมมอญที่เป็นรากเหง้าของตนเองไว้หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน และอย่างไร นอกจากนี้ยังมีคำถามที่เกี่ยวกับแรงกดดันจากวัฒนธรรมที่มีอำนาจต่อรองมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นในเชิงการเมืองหรือเชิงเศรษฐกิจ ที่อาจทำให้คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญกับสภาวะที่ต้องเลือกสรรการ “ข้าม” วัฒนธรรมโดยรอบคอบ คงจะเป็นการดีหากเจ้าของวัฒนธรรมนั้นมีโอกาสเลือกเองว่าสิ่งใดที่จะอนุรักษ์สืบทอดไว้ เพราะวัฒนธรรมบางอย่างก็อาจเหมาะกับการรำลึกถึงในสถานะของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในพิพิธภัณฑ์ และไม่เหมาะสมกับยุคสมัยอีกต่อไป ตัวอย่างว่าด้วยวัฒนธรรมที่ถึงแก่กาลอวสานก็มีมากมาย เช่น ทุกวันนี้มีหลายภาษาที่ไม่ถูกใช้งานอีกต่อไป มีเทคโนโลยีมากมายที่เลิกใช้ มีรายการอาหารบางประเภทที่มนุษย์ไม่ส่งเสริมให้กินอีกแล้ว พิธีกรรมที่ทรมานหรือสังเวยชีวิตมนุษย์เพื่อถวายแก่สิ่งเหนือธรรมชาติกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แม้แต่งานศิลปกรรมบางประเภทก็มีให้เห็นเพียงวาระที่พิเศษมาก ๆ หรืออาจไม่มีเหลือให้เห็นเลย

         “แล้วเจ้าของวัฒนธรรมจะรู้ได้อย่างไรว่าจะรักษาอะไรไว้ โดยธรรมชาตินั้นหากไม่มีการแทรกแซงกดดันจากภายนอก มนุษย์ส่วนใหญ่ก็ย่อมมีความรักและผูกพันต่อถิ่นฐานบ้านเกิด วิถีชีวิต ภาษา และวัฒนธรรมในครอบครัวและชุมชนของตนอยู่แล้ว หากเป็นไปได้พวกเขาย่อมรักษาอัตลักษณ์ของตนเอาไว้ คงไม่มีใครที่คิดทำลายสิ่งที่บรรพบุรุษและครอบครัวได้สร้างไว้เพื่อคนรุ่นหลัง ถึงแม้ว่ามีปัจจัยที่ทำให้คนละทิ้งถิ่นฐาน ละทิ้งรากเหง้าทางวัฒนธรรมของตัวเองด้วยเหตุผลหลากหลาย นับตั้งแต่การแทรกแซงโดยตรงจากอำนาจภายนอก การเกิดการเคลื่อนย้ายของวัฒนธรรมที่มีอำนาจมากกว่า สภาวะสงคราม วิกฤตเศรษฐกิจ หรือแม้แต่สภาวะทางธรรมชาติเอง แต่สิ่งสำคัญที่ผู้มีอำนาจเหนือกว่าสามารถทำได้ คือการเปิดพื้นที่และเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเลือกหรือไม่เลือกการ “ข้าม” วัฒนธรรมอย่างมีอิสรภาพ โดยเชื่อมั่นว่าโดยธรรมชาติทุกคนย่อมต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง และไม่พยายามใช้อำนาจจากภายนอกเข้าไปแทรกแซงกดดันให้เขาเกิดความรู้สึกดูแคลน หรือรู้สึกไม่ดีต่อวัฒนธรรมที่มีคุณค่าอยู่แล้วของตนเอง”

           วัฒนธรรมลูกผสม หรือ Hybrid Culture 

         “เป็นการผสมผสานระหว่าง ๒ สิ่งจนกลมกลืนกลายเป็นสิ่งใหม่ที่มีลักษณะเป็นลูกผสม (Hybrid) แต่เดิมคำนี้ถูกใช้ในวิทยาศาสตร์ เช่น การผสมกล้วยไม้ ๒ สายพันธุ์ผสมกันได้เป็นสายพันธุ์ที่แปลกใหม่ เป็นต้น ต่อมาคำนี้ถูกนำมาใช้กับวัฒนธรรม ซึ่งถ้าวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันแล้วดูกลมกลืนเป็นธรรมชาติก็อาจจะได้รับการยอมรับได้ง่ายขึ้น ในทางศิลปกรรมมีตัวอย่างมากมายที่เรียกได้ว่าเป็นศิลปกรรมแบบลูกผสม ซึ่งบางกรณีก็สามารถทำให้เกิดนวัตกรรมทางศิลปะขึ้นมาได้ด้วย ทำให้เกิดสิ่งใหม่ที่ดีงามให้กับโลกใบนี้ ตัวอย่างเช่น ในทางดนตรี นวัตกรรมของครูเอื้อ สุนทรสนาน และคณะของท่าน ผู้ประพันธ์เพลงไทยสากล หรือที่รู้จักกันว่าเพลงสุนทราภรณ์ซึ่งเป็นวัฒนธรรมดนตรีลูกผสมระหว่างเพลงคลาสสิกแบบไทยเดิม และเพลงคลาสสิกแบบตะวันตก มีลักษณะท่วงทำนองและเทคนิคการประพันธ์และการแสดงที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ถือว่าล้ำสมัยมากสำหรับยุคนั้น มีทั้งความเป็นตะวันตกและไทยอย่างลงตัว ผลงานทางทัศนศิลป์จำนวนมากก็มีลักษณะของลูกผสมที่ลงตัว เช่น ผลงานของศิลปินแห่งชาติหลายท่าน (ประหยัด พงษ์ดำ, ปรีชา เถาทอง, ปัญญา วิจินธนสาร, วิโชค มุกดามณี เป็นต้น) ผลงานของนักออกแบบในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่เครื่องเรือน ไปจนกระทั่งเครื่องแต่งกาย และเครื่องประทินผิวพรรณต่าง ๆ ก็มีให้พบเห็นอย่างมากมาย อาทิ ผลิตภัณฑ์ประทินผิวพรรณชื่อดังหลายยี่ห้อ มีการโฆษณาถึงการผสานศาสตร์ของการบำบัดแบบธรรมชาติของไทยแต่ดั้งเดิมกับวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ เป็นต้น ตัวอย่างที่ยกมาคร่าว ๆ ทั้งหมดนี้ล้วนยืนยันว่ามนุษย์นั้นข้ามวัฒนธรรมอยู่แล้วตามหลักของสัญชาตญาณแห่งการวิวัฒน์ตนเอง”

          คุณค่าของวัฒนธรรมพันทาง 

         “ถ้าคนในยุคปัจจุบันตระหนักถึงความเข้มแข็งของการข้ามวัฒนธรรม Cross Culture ว่ามันมีคุณค่า มีความสำคัญต่อการสร้างให้สังคมเรามีความเข้มแข็ง สามารถยืนอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับประเทศอื่น ๆ ในโลกยุคปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลง และมีความเคลื่อนไหวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เราก็จะมีความตื่นตัวและตั้งหลักได้ถูก ความตระหนักนี้จะทำให้เราต้อนรับและยินดีกับคนที่มีวัฒนธรรมต่างกับเราได้ง่ายขึ้น มองความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างให้เกียรติและเป็นมิตร มองเห็นคุณค่าของการดำรงอยู่ท่ามกลางการข้ามทางวัฒนธรรมอย่างมีสีสัน มองเห็นถึงความน่าสนใจ และอยากช่วยในการขับเคลื่อนทางวัฒนธรรมให้ไปข้างหน้าอย่างมีพลวัตร (dynamic) คือทำให้เกิดวิถีชีวิตที่มีคุณค่า ไม่ถูกกรอบกักขังไว้ แต่มีเสรีภาพที่จะเติบโตแตกกิ่งก้านอย่างเป็นอิสระโดยธรรมชาติของมันเอง

         “แน่นอนว่าการข้ามวัฒนธรรมอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมเสมอไป แต่หากสิ่งนั้นไม่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตในสังคมนั้น ๆ มันก็จะค่อย ๆ หายไปเอง เราไม่ควรตกใจหรือกังวลมากจนเกินไปกับการปะทะกันทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมที่เกิดเองตามธรรมชาติ เช่น วิถีชีวิตนำพาไป การคมนาคมหรือความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีนำพาไป ย่อมจำเป็นต้องปรับปรนตนเองให้สามารถพัฒนาเคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวโลกได้ ก็ไม่ต้องไปห้ามหรือปิดกั้นจนเข้าข่ายลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เพราะอย่างไรก็ตามโดยธรรมชาติมนุษย์ก็รักในรากเหง้าของตนเอง รักในถิ่นที่อยู่ อาหารที่กิน ภาษาที่พูดมาตั้งแต่เกิด เรารักในแผ่นดินเกิดอยู่แล้ว

         “สิ่งที่จะอยู่ได้ในศตวรรษที่ ๒๑ คือ การเคารพในวัฒนธรรมของกันและกัน อีกทั้งยังสามารถเปิดใจให้ยอมรับวัฒนธรรมลูกผสมได้ด้วย หากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นโดยพื้นฐานของการเคารพในวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ไม่ได้เกิดจากการเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ข่มเหงรังแกกัน เราควรฝึกฝนให้มีจิตใจที่กว้าง ยอมรับและมองเห็นการใช้ชีวิตข้ามวัฒนธรรมเป็นเรื่องธรรมชาติเป็นเรื่องปกติธรรมดา ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ถูกต้อง สังคมไทยก็จะมีความปกติสุข มีความเข้มแข็ง เราควรหันมาสนใจเรื่องการใช้วิจารณญาณในการเลือกวัฒนธรรมใดให้เหมาะสมและเท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ของโลก จะดีกว่าการหวาดกลัวต่อความแตกต่างหลากหลายเหล่านี้”

 

เรื่อง : ปารวี  ไพบูลย์ยิ่ง
ภาพ : สายัณห์  ชื่นอุดมสวัสดิ์

Hits: 536