เที่ยววัฒนธรรมไทย ผ่านสายตา 'มาเรีย ณ ไกลบ้าน'

      ๑๐ ปีที่แล้ว คนไทยยังแทบไม่รู้จักสังคมออนไลน์ เราหาข้อมูลในหนังสือหรือเว็บไซต์แล้วกางแผนที่ขับรถไปเที่ยว เก็บความประทับใจมาบอกต่อเมื่อกลับมา แต่วันนี้เทคโนโลยีพัฒนาก้าวกระโดด ทุกสิ่งทุกอย่างแทบจบในหน้าจอสมาร์ตโฟนที่ทุกคนมีติดตัว โดยเฉพาะสังคมออนไลน์ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตเราอย่างมหาศาล คนยุคใหม่ไม่ใช่แค่เดินทางถึงจุดหมายแล้วจบ แต่ต้องโพสต์รูปสวย ๆ แชร์เรื่องราวผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กทันที ให้เพื่อนนับร้อยนับพันคนรับรู้ในชั่วพริบตา ยิ่งมีคนเข้ามากดไลค์ แสดงความคิดเห็นมากเท่าไร เรายิ่งมีความสุข -- พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลต่อการท่องเที่ยวอย่างใหญ่หลวง

      กว่า ๗ ปี ที่ วัชรี ศุภลักษณ์ เจ้าของนามปากกา มาเรีย ณ ไกลบ้านเปลี่ยนชีวิตจากพนักงานสายการบินมาเป็นนักเดินทาง เธอเริ่มออกเดินทางคนเดียวด้วยความรัก และนำเรื่องราวมาบอกเล่าในเว็บไซต์ Pantip.com จนเป็นบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวในยุคแรก ๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ก่อนขยับขยายมาทำเว็บไซต์และแฟนเพจเฟซบุ๊กที่มีคนติดตามหลายแสนคนในปัจจุบัน

     มาเรียเดินทางอยู่บนรอยต่อแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้พอดี เธอจึงวิพากษ์ให้เราฟังได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับการท่องเที่ยวของคนยุคใหม่ และที่เที่ยวเชิงวัฒนธรรมไทย ควรจะยืนหยัดอย่างไรในกระแสการเปลี่ยนผ่าน

     นักเดินทางคนนี้มีคำตอบ

 

     คุณมองการเดินทางของคนยุคนี้เปลี่ยนไปจากยุคที่คุณเริ่มต้นเดินทางอย่างไร
    
เด็ก ๆ ยุคนี้กล้าเดินทางมากขึ้น สมัยเรา เราเดินทางคนเดียวเป็นเรื่องแปลกประหลาดในสังคมไทยมาก แต่ตอนนี้เด็กเที่ยวคนเดียวกันเยอะ มั่นใจในตัวเอง เขาจะไปทุกที่ที่เห็นในสื่อและมันน่าสนใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือนักท่องเที่ยวไทยค่อนข้างฉาบฉวย ไม่ได้ลึกซึ้งกับทุกอย่าง อะไรที่อยู่ในกระแสฮิต ๆ เราจะไปถ่ายรูป อัพเฟซบุ๊กอวดเพื่อน ไลค์เยอะ ๆ ก็แฮปปี้แล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นมายังไง แต่เรามองว่าธรรมดานะ ยุคนี้ค่อนข้างรวดเร็วในทุกเรื่อง อะไรที่สื่อสารตรง อัพปุ๊ป แชร์ปั๊บ คนไลค์ เสร็จเลย จบ มันเร็ว

      ดูเหมือนว่าเฟซบุ๊กจะมีผลอย่างยิ่งกับการเดินทางยุคนี้
    
สื่อที่มีอิทธิพลกับนักท่องเที่ยวมันเปลี่ยนไป สมัยก่อนคือหนังสือท่องเที่ยว จนกระทั่งมาในยุคเว็บบอร์ด ยุคนี้ทุกอย่างคือเฟซบุ๊ก เด็กรุ่นใหม่เขาไม่อ่านหนังสือ ไม่ดูทีวี แต่เฟซบุ๊กมันเข้าตรงถึงผู้บริโภคทุกคนง่ายมาก เพราะทุกคนมีเฟซบุ๊ก มีสมาร์ตโฟน ที่ต้องพูดถึงเฟซบุ๊กเพราะมันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตจริง ๆ เด็ก ๆ บางคนจะแชร์ที่เที่ยวแนวฮิปสเตอร์บนหน้าเฟซบุ๊กของเขา เพื่อให้คนที่มาเห็นรู้ว่าไลฟสไตล์เขาเป็นแบบนี้ จะมองว่า เฮ้ย ไอ้นี่มันเก๋ ไอ้นี่มันเท่ มีแต่เรื่องเท่ ๆ มาในชีวิต ซึ่งเราอยากเป็นอะไร อย่างไร สร้างได้ในเฟซบุ๊ก เด็กยุคนี้หมกมุ่นอยู่กับโลกตรงนี้เยอะมาก 

      ถ้าคนยุคนี้เน้นเที่ยวที่สวยงาม โชว์ได้ เขายังสนใจแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอยู่ไหม
     
พูดถึงที่เที่ยววัฒนธรรม คนจะมองถึงวัดก่อน (หัวเราะ) มองว่าคนเที่ยววัดแก่ หรือเรื่องวิถีชาวบ้านเชย ๆ ต้องไปชุมชน ศิลปหัตถกรรม มีการประดิดประดอย ซึ่งคนยุคใหม่อาจไม่ค่อยสนใจ รู้สึกว่าน่าเบื่อ อันนี้ต้องยอมรับ แต่ถ้าเป็นคนรุ่นเรายังสนใจ เราเป็นคริสต์แต่ชอบไปวัด มีอัลบั้มรูปวัดเป็น ๑๐๐ วัด แต่เราไม่ได้ไปไหว้พระ เราไปถ่ายรูป วัดตอนใกล้ค่ำสวยมากนะ ฟ้าสีน้ำเงินแล้วเปิดไฟ คนไม่เคยอยู่วัดตอนเย็นเพราะเป็นช่วงทานข้าว อันนี้คือสิ่งที่เราทำได้ ดึงคนเข้าวัดโดยใช้ภาพถ่าย

     อีกส่วนคือเรื่องชุมชน เที่ยวชุมชนยังอยู่ในกระแส เพราะว่ามีเด็กรุ่นใหม่เขาไปกัน เขาเห็นถึงความชิลล์ บางทีมันไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอก แต่พอเขานำเสนอมาในมุมมองที่เป็นอาร์ต คนก็โดน ตามไปเที่ยว อย่างบ้านนาต้นจั่น ที่สุโขทัย ฮิตมาก เพราะมีภาพถ่ายออกมาว่ามันชิลล์ มีผ้าหมักโคลน มีอาหารอย่างข้าวเปิ๊บที่ทานที่บ้านคุณยาย มีบ้านหลังนั้นที่ เรย์ แมคโดนัลด์ เคยไปนอน มีภาพทุ่งนา หมอกบนเขาสวยงาม คนเลยสนใจออกไปสัมผัสบรรยากาศเหล่านี้ ถามว่าสนใจไหม ลึก ๆ อาจจะไม่สนใจไปนั่งทำอะไรกับชาวบ้านหรอกนะ แต่เนื่องจากมีสื่อ มีภาพออกมา เขาเลยรู้สึกว่าอยากไปมุมนี้ที่คนไปกัน

     อะไรที่ทำให้แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมหลาย ๆ ที่ไม่ประสบความสำเร็จ
   
  ส่วนหนึ่งคือคนไม่รู้ ไม่มีสื่อนำเสนอให้เห็นด้วย หลายที่มันตายไป คนไทยไม่ค่อยเที่ยวอีสาน คนไทยไปเหนือใต้ สุดโต่ง ไปภูเขาแล้วลงทะเล อีกอย่างเรามองว่าคนไทยเป็นชนชาติที่ไม่ค่อยเห็นความสำคัญกับที่มาที่ไปของเราสักเท่าไร เพราะว่าอยู่สบายเหลือเกิน เพราะเราไม่เคยสูญเสีย ตกอยู่ในสภาวะที่ยากลำบาก ชีวิตลำเค็ญแบบจีนมาปกครองเราเป็นเวลานาน ดัชต์มากดขี่เราเหลือเกิน เมื่อวันหนึ่งเราเป็นอิสระจะเห็นความสำคัญตรงนี้ แต่เราไม่เคยอยู่ในสภาวะเช่นนั้น ไม่ต้องรู้ลึกว่าเราเป็นใครมาจากไหนก็ยังอยู่ได้ สบายดี ไม่มีอะไร ไปเดินห้างดีกว่า

      นอกจากนี้เรายังยกย่องศิลปวัฒนธรรมของต่างชาติ ฝรั่ง ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นมานานแล้ว หนังทวิภพยังบอกเลย เรารักทุกอย่างที่ไม่ใช่ของเรา ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดหรือเสียหายนะ แต่เราน่าจะศึกษาวิธีของเขา อย่างเกาหลีเมื่อ ๑๐ ปีก่อน เกาหลีเอาละครแดจังกึมมาเป็นของส่งออกทางวัฒนธรรม ทำให้คนรู้จักมากกว่ากิมจิ ได้เรียนรู้ชีวิตเขาจากซีรีย์ต่าง ๆ เก่งมาก มีช่วงหนึ่งที่เราแห่ไปเกาหลีเพื่อจะไปตามรอยละคร เรามองว่าวันหนึ่งคนไทยแพ้นะ เพราะสิ่งเหล่านี้มันจะค่อย ๆ หายไป รากเหง้าของเราไม่เหลือแล้ว

     การที่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจะเป็นที่นิยมควรทำอย่างไร
 
    แก่นหรือเรื่องราวความเป็นมาคงเปลี่ยนไม่ได้ แต่ที่เปลี่ยนได้คือการนำเสนอ อาจจะต้องมีสื่อบางสื่อ อย่างรายการเทยเที่ยวไทย เขามีอิทธิพลกับคนยุคใหม่ เป็นไปได้ไหมที่จะมาช่วยกระตุ้น หรือให้เพจคนรุ่นใหม่นำเสนอภาพในมุมมองที่ทันสมัย ที่น่ารัก เก๋ ซึ่งอาจทำได้ แต่คงไม่ใช่เปลี่ยนได้เพียงข้ามคืน

  

    แหล่งท่องเที่ยวเองก็ควรเตรียมพร้อมมากขึ้น แต่ต้องไม่เปลี่ยนตัวเองนะ มีที่หนึ่งน่ารักมาก คือโฮมสเตย์วังน้ำมอก ที่หนองคาย บรรพบุรุษเขามาจากลาว ผู้นำชุมชนเป็นคนบ้านนี้ เขาไปเรียนหนังสือในเมืองแล้วนำความรู้กลับมาพัฒนา มีระบบจัดการ ห้ามเอาเหล้าบุหรี่เข้ามา ดูแลพื้นที่ดีมาก

     ตอนนั้นเราไปคนเดียวก็นอนบ้านที่เขาเตรียมไว้รับแขก มีบายศรีสู่ขวัญ สอนทำโคมไฟพาแลง มีทานข้าวเย็นด้วยกัน ตอนเช้าเดินถือตะกร้าไปเก็บผัก บอกขอเก็บผักหน่อยจ้า บ้านนั้นมีผักโน้น บ้านนั้นมีผักนี้ น่ารักมาก เราไปอยู่ ๒ วัน ๑ คืน รวมค่ากิจกรรมด้วยแค่พันกว่าบาทเท่านั้นเอง มีช่วงหนึ่งที่เขาโปรโมตค่อนข้างดังแล้วก็เงียบไป เพราะว่าเขาน่าจะอยู่ด้วยตัวเองได้ ชุมชนแบบนี้เรามองว่ายังมีไม่กี่ที่

      เราว่าการที่แหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมจะประสบความสำเร็จได้ ต้องเข้มแข็งและชัดเจนในตัวเอง ต้องมีผู้นำที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ไม่ใช่แค่ฉาบฉวย พอมันฮิตปุ๊บ โกย ๆ สร้าง ๆ เก็บเงิน แล้วมันก็จะตายภายใน ๑-๒ ปี แต่ที่นี่เขาบอกว่าอยากจะเก็บสิ่งเหล่านี้ให้ลูกหลานดูไปนาน ๆ ชุมชนแบบนี้จะอยู่ได้

      พอมีชุมชนแบบนี้มากขึ้น จะทำให้เก็บรากเหง้าของเราไว้ได้

     ใช่ ถ้าเรา ๒ ฝ่าย นักท่องเที่ยวกับชุมชนเข้าใจจุดร่วมตรงกัน มันจะพึ่งพากันไปแบบนี้ เราต้องให้ความรู้กับเด็กรุ่นใหม่ด้วย บางคนฮิปเตอร์ไง บอกว่า เฮ่ย ตรงนี้ชิลล์ เดี๋ยวยกแก๊งไปกินเหล้ากันเถอะ ต้องบอกเขาว่าไม่ใช่ อย่าไปทำอย่างนั้น (หัวเราะ) พอเราเอาความเจริญเข้าไปปุ๊บ คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการความดั้งเดิมก็ไม่ไปแล้ว เพราะมันเจริญแล้ว ชุมชนมันก็ค่อย ๆ ตายลงเพราะคนไม่ไปแล้ว

     เราไปหมู่บ้านคีรีวง ชุมชนที่นครศรีธรรมราช วันที่ไปค้างเขามีงานเรือเหนือ ซึ่งเป็นประเพณีสมัยดั้งเดิมตั้งแต่บรรพบุรุษ เขาจะล่องเรือใหญ่ เอาพืชผักสวนครัวลงไปแลกข้าวกับนครศรีฯ ชาวบ้านต้องการสืบสานประเพณีตรงนี้ให้เด็กดูว่าสมัยก่อนปู่ย่าตายายเขาค้าขายล่องเรือไปแลกของกันยังไง เขาก็ทำประเพณีขึ้นมา เราก็เลยไปคุยกับชุมชนกลุ่มเรือเหนือ เขากลับบอกว่าไม่อยากให้ใครมาโปรโมตงานนี้ เขาต้องการแค่ให้มันมีอยู่ทุกปีอย่างนี้เรื่อย ๆ ตลอดไป ไม่อยากได้เม็ดเงินเยอะ ๆ เอาวงลูกทุ่ง เวทีจ้ำบ๊ะไปเต้น เขาเข้มแข็งมาก กลายเป็นว่างานนี้ก็จะมีทุกปี น่ารักแบบเงียบ ๆ

    

     ภาครัฐของเราให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมากน้อยแค่ไหน

     เราว่าภาครัฐทำตรงนี้ตามงบที่มี ตามนโยบายที่นายสั่งมา เธอไปทำโน่นทำนี่ เอางบไปก้อนหนึ่ง งบมาก็ทำ งบหมดก็เลิกกัน เราไปบางที่มันเสื่อมโทรม ไม่มีใครดูแล เพราะหมดแคมเปญแล้ว เราไม่ได้มองยาว ๑๐-๑๕ ปี จุดพลุจบก็ดับไป ถ้ามีผู้นำสัก ๑ คน เขามีแผนระยะยาว ใส่ความคิดมุมมอง ความรักในสิ่งเหล่านี้ ทำประชาสัมพันธ์ต่อเนื่อง เราว่าเปลี่ยนได้ ต้องให้ความสำคัญระยะยาว เป็นเรื่องสำคัญเลย มันต้องยั่งยืน

      อะไรทำให้คุณยังรักที่จะท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

      เที่ยวไม่จบ เห็นไม่จบ เหมือนหนังสือที่อ่านเท่าไรก็ไม่พอ เราได้ไปเห็นที่ที่สวยงาม ความแตกต่างของวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภาษา เที่ยวทั้งชีวิตก็ไม่หมด ไม่ต้องพูดถึงเมืองนอก เมืองไทยเองยังไปไม่ครบ ๗๗ จังหวัด ต่อให้เที่ยวทุกอาทิตย์ก็ไม่ครบมีสิ่งที่ได้เรียนรู้ใหม่ ๆ ตลอดเวลา เป็นการเปิดโลกทัศน์เราจริง ๆ อย่างกระทงสายที่ตาก สวยจะตาย ตักบาตรดอกไม้ ประเพณีแห่เทียนพรรษาทางน้ำอย่างลาดชะโดที่ผ่านมาก็ยิ่งใหญ่ มันมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่เยอะค่ะ

 

เรื่อง : ปณัสย์ พุ่มริ้ว
ภาพ : มาเรีย ณ ไกลบ้าน

 

ข้อมูล : วารสารวัฒนธรรม ฉบับที่ ๔ ปี ๒๕๖๐
http://magazine.culture.go.th/2017/4/index.html

 

Hits: 722