ทิศทางของการแสดงพื้นบ้านในโลกยุคใหม่

ทิศทางของการแสดงพื้นบ้านในโลกยุคใหม่

การแสดงพื้นบ้านนั้นมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ที่ใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยว ใช้แสดงในงานเทศกาลและประเพณี หรือสามารถใช้เป็นกิจกรรมบันเทิงและสันทนาการที่สร้างรายได้ให้ชาวบ้าน ลองมาฟังนานาทัศนะจากศิลปิน ครูผู้สอน ผู้ถ่ายทอด และผู้มีบทบาทในการส่งเสริมการแสดงพื้นบ้านว่าแต่ละท่านมีแนวคิดเช่นไร

            ภัทราวดี มีชูธน

            ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ละครเวทีและภาพยนตร์) ประจำปี .. ๒๕๕๗ อาจารย์ด้านการแสดงระดับแนวหน้าของเมืองไทยและเจ้าของโรงเรียนภัทราวดีมัธยมศึกษา หัวหินการแสดงพื้นบ้านเป็นม่านสะท้อนวิถีชีวิตและความเชื่อของคนในท้องถิ่น เป็นกิจกรรมที่สามารถสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มคนและชุมชนได้เป็นอย่างดี หากแต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน การแสดงพื้นบ้านหลายอย่างกำลังเลือนหายไป ด้วยกระแสโลกาภิวัฒน์ที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว จนน่าเป็นห่วงว่า สถานภาพของการแสดงพื้นบ้านของไทยจะเป็นอย่างไรในอนาคตข้างหน้า หากไม่ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยจะมีโอกาสสูญสิ้นไปหรือไม่ ซึ่งจริงๆ แล้ว การแสดงพื้นบ้านนั้นมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ที่ใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยว ใช้แสดงในงานเทศกาลและประเพณี หรือสามารถใช้เป็นกิจกรรมบันเทิงและสันทนาการที่สร้างรายได้ให้ชาวบ้าน ลองมาฟังนานาทัศนะจากศิลปิน ครูผู้สอน ผู้ถ่ายทอด และผู้มีบทบาทในการส่งเสริมการแสดงพื้นบ้านว่าแต่ละท่านมีแนวคิดเช่นไร

             “การอบรมจะเน้นรู้จักขนบเดิม เพิ่มเติมความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้มีความร่วมสมัย การจัดวางที่เหมาะสมเราสร้างความเชื่อมั่นให้ชาวลิเก ถ้าสร้างผลงานที่ดี ร้องเพราะ ไม่เพี้ยน ทุกคำต้องคม รำสวยเป็นคำกล่าวของครูเล็ก ภัทราวดี มีชูธน ครูที่มีไฟ มีความคิดสร้างสรรค์ มีพลังในการทำงานที่ไม่เคยหยุดนิ่ง คิดนอกกรอบและทำอะไรล้ำหน้าอยู่เสมอ มีวิธีการถ่ายทอดวิชาแก่ศิษย์ที่สนุกสนาน ยิ่งเมื่อได้มาดูการแสดงของนักเรียนจากโรงเรียนภัทราวดีมัธยมศึกษา หัวหิน ในเทศกาลศิลปะและการแสดงเจ็ดเสมียน ที่ตลาดเจ็ดเสมียน จังหวัดราชบุรีนี้ ทำให้เราได้เปิดโลกทัศน์ เปิดมุมมองใหม่ ได้เห็นการแสดงที่หลุดจากกรอบ ทั้งที่แสดงกันบนลานพื้นปูนธรรมดาที่ไม่มีแม้แต่ฉาก แต่เด็กๆ สามารถถ่ายทอดสื่อสารออกมาได้อย่างสนุกสนานเร้าใจ จนไม่สามารถละสายตาได้เลยทีเดียว คำถามเดียวที่เราอยากรู้จากครูเล็ก ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาโครงการพัฒนาทักษะและเทคนิคการแสดงพื้นบ้านให้กับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ว่าการแสดงพื้นบ้านวันนี้ควรมีการปรับตัวอย่างไร

            ครูว่าหลักๆ แล้ว ก็ต้องเริ่มจากการพัฒนาศักยภาพศิลปินพื้นบ้านก่อน ให้มีคุณภาพทั้งด้านทักษะ มีความคิดสร้างสรรค์ และสติปัญญา ด้วยความรู้ ความเข้าใจ ในรากวัฒนธรรมไทย จากนั้นเขาจะสามารถวิเคราะห์และพัฒนาการแสดงพื้นบ้านของตนเองให้เหมาะสมในแต่ละยุคสมัยได้เองอย่างลงตัว

            ศิลปะมันคือความดี ความงาม มันอยู่รอบตัวเรา ศิลปะพื้นบ้าน มันคือความดีความงามของคนในท้องถิ่น ไม่ต้องไปบอกเขาหรอกว่าต้องปรับตัวอย่างไร แต่ควรส่งเสริมให้เขาได้เรียนรู้ ฝึกฝนจนมีทักษะ มีความชำนาญ พอมันมีมากเข้า เราก็เอาความคิดสร้างสรรค์ใส่เข้าไป เอาเทคนิคเข้าไปใส่ เขาจะรู้ได้เองว่าควรทำอย่างไร พลิกแพลงให้มันน่าสนใจกว่าเดิม และเอาไปต่อยอดทำอะไรได้บ้าง มันต้องรู้และเข้าใจมากพอแล้วมันจะผสมผสานได้เอง ที่สำคัญหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาช่วยกัน บางที่ถ้าเขาเข้มแข็งเขาก็อยู่กันได้เอง แต่บางที่ที่เขายังอ่อนแออยู่ ลูกหลานไม่ช่วยกันสืบทอด ก็ต้องเข้าไปมีบทบาทให้ได้รับการสืบทอดไปยังคนรุ่นต่อไปก่อน อย่าให้ศิลปะเหล่านั้นมันตายไปพร้อมกับศิลปิน เราต้องพัฒนาศิลปะพื้นบ้านให้อยู่ในสังคมอย่างมีเกียรติบนความเข้าใจรากฐานของศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ       

            อย่างลิเกเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่เก่าแก่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้มอบโอกาสให้ครูไปช่วยอนุรักษ์และพัฒนาศิลปะพื้นบ้านของไทย สอนทักษะด้านศิลปศาสตร์เริ่มจากการแสดงพื้นบ้าน ลิเก ต่อด้วยโนรา ซึ่งไม่ได้สอนเฉพาะทักษะหรือเทคนิค แต่สอนวิธีคิด เพื่อเป็นต้นแบบที่ดีให้กับศิลปินพื้นบ้านและเยาวชน รวมถึงความรับผิดชอบของศิลปินในการสร้างประชาชนที่ดีงาม ไม่ใช่แค่ทำมาหากินไปวันๆ เราจัดกิจกรรมให้ได้เรียนรู้หลากหลายศาสตร์ เพื่อไปพัฒนาทักษะตัวเอง ทั้งการแสดง การสร้างบท การจัดดนตรีประกอบการแสดง การจัดฉาก แสง เสียง นอกจากเรียนรู้ที่โรงละครวิกหัวหิน

จะพาออกไปเรียนการจัดแสง-เสียงเวทีภายนอกในพื้นที่ต่างๆ ให้เขารู้จักพลิกแพลงสร้างสรรค์การแสดงให้เหมาะสมกับพื้นที่ ไม่ว่างานเล็กหรือใหญ่ เพื่อให้ลิเกมีศักดิ์ศรี อยู่กับพื้นที่สวยๆ ดูเท่ ดูโก้ ไม่ใช่อยู่กับที่รกๆ แล้วต่างคนต่างเล่น คนทั่วไปอาจมองว่าลิเกไม่ทันสมัย แต่หากลิเกพัฒนาสร้างบทละครให้ทันสมัยแล้ว ก็จะก้าวไปข้างหน้าได้ตลอด เราอยากให้ผู้ชมเข้ามาชมความสวยงามของนาฏศิลป์ การร้อง การรำ ไม่ใช่มาดูแค่ชุดสวยหรือนักแสดงหน้าตาดีเท่านั้น เพราะถ้าแค่นั้นก็จะทำให้การแสดงพื้นบ้านหายไป แต่ถ้าทำให้เขาเข้าถึงความงดงามของนาฏศิลป์ หรือศิลปะการแสดงพื้นบ้านได้ มันก็จะยั่งยืนต่อไป

            แม่ครูบัวเรียว รัตนมณีภรณ์

            ศิลปินแห่งชาติประจำปี ๒๕๕๙ ต้นตำรับนาฏศิลป์แห่งล้านนา ผู้ดัดแปลงลีลาการฟ้อนสาวไหมเชิงต่อสู้แบบชายให้อ่อนช้อยงดงามเหมาะกับสตรี ตามแบบนาฏศิลป์ไทยในฐานะศิลปินแห่งชาติและอาจารย์ภูมิปัญญาไทย อีกทั้งยังเป็นวิทยากรพิเศษให้กับหลายมหาวิทยาลัย แม่ครูคิดว่าการแสดงพื้นบ้านนาฏศิลป์ล้านนาจะมีทิศทางเป็นไปอย่างไรในยุคปัจจุบันแม่คิดว่า ไม่ว่ากระแสโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตามแต่นาฏศิลป์ล้านนาของเราก็ยังอยู่ได้ ไม่มีวันหายไปหรอก เรามีความรักในวัฒนรรมของเราอย่างเข้มแข็ง เรามีองค์กรหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่คอยช่วยกัน ไม่ว่าเด็กรุ่นใหม่จะใช้เวลาไปกับมือถือ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ความเป็นไทยไม่มีทางลบเลือนไปอย่างแน่นอน เรื่องนี้ทางกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมก็ให้งบประมาณมาทางเชียงรายนี่ทุกปี จัดการอบรมปีละครั้ง แม่ก็ไปอบรมให้ ปกติแม่ไปสอนพิเศษที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และอย่างที่นี่เอง ที่บ้านแม่ก็เปิดสอน สอนช่างฟ้อน สอนดนตรีพื้นเมือง อย่างเช่น กลองสะบัดชัย สะล้อซอซึง ก็มีนักศึกษามาเรียนวันเสาร์อาทิตย์ ซึ่งเขามีวิชาติดตัวก็ไปทำเป็นอาชีพได้ ยิ่งในช่วงปิดเทอมก็มาเรียนกันเป็นเรื่องเป็นราว แม่ครูกำลังคิดจะเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ ที่สวนรีสอร์ท ม่อนม่วนใจ๋ เพื่อสอนให้คนที่สนใจได้มีโอกาสเข้ามาเรียนกัน ซึ่งมันมีที่พักอยู่ด้วย มันสะดวกสำหรับคนที่เดินทางมาไกลๆ

            ส่วนทางเทศบาลเชียงรายเอง ก็เปิดมหาลัยของผู้สูงวัย (มหาวิทยาลัยวัยที่สาม นครเชียงราย) ซึ่งจัดสอนหลายสาขาวิชา ที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ เช่น การท่องเที่ยว คอมพิวเตอร์ ภาษาอังกฤษ พุทธศาสนา โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรม มีการสอนฟ้อนเจิง ฟ้อนเล็บ ทางดนตรี ก็มีสอนสะล้อ ซึง ซึ่งมีผู้สูงวัยจาก ๖๔ ชุมชนในเชียงรายมาเรียนฟรี และเรียนจบไป รุ่น ไม่น้อยกว่า ๖๐๐ คน แม่ก็ไปสอนให้ ซึ่งเขาสามารถไปถ่ายทอดให้ลูกหลาน เวลามีงานพิธีต่างๆ ไปฟ้อน ไปรำ ไปทำให้ลูกหลานดู เด็กรุ่นใหม่ก็จะซึมซับจากปู่ยาตายายไปโดยปริยาย

 

            อานันท์ นาคคง

            นักมานุษยวิทยาด้านดนตรี ผู้ก่อตั้งวงดนตรีทั้งแนวอนุรักษ์และแนวพัฒนายาวนานกว่าสามทศวรรษ

            สถานะภาพของการแสดงพื้นบ้านวันนี้เป็นอย่างไร

            สภาพก่อนหน้าของศิลปะการแสดงและดนตรีพื้นบ้าน ก็คือ การแสดงศิลปะพื้นบ้านซึ่งมีมากมายหลากหลายชนิด กำลังเรียวลีบเล็กลง เช่น การละเล่นเท่งตุ๊ก ของจันทบุรี มังคละ ของพิษณุโลก งิ้วแต้จิ๋ว ของคนไทยเชื้อสายจีน ในขณะที่อีกหลายประเภทก็กำลังอยู่ในระหว่างการต่อสู้ที่เข้มข้น มีการนำเอาความทันสมัยเข้ามาเติมเต็ม เช่น ลิเก ลำตัด ของภาคกลาง โนราของภาคใต้ หนังประโมทัย ของภาคอีสาน หรือ เพลงซอพื้นเมืองของภาคเหนือ

            แต่สำหรับปัจจุบัน ด้วยการขยายตัวของสถานศึกษาที่มีหลักสูตรดนตรี และการแสดงทำให้เหตุการณ์เหล่านั้นได้ผ่านพ้นไปแล้วระดับหนึ่ง ศิลปะการแสดงพื้นบ้านในวันนี้ได้รับการกล่าวถึงและฟื้นฟู และมีโอกาสจะกลับคืนสู่สังคมได้อีกครั้ง หากแต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือ ในขณะที่ด้านกว้างดี นั่นคือ มีผู้รู้จักมากขึ้น มีผู้นำเอาสิ่งเก่าๆ เรื่องราวเดิมๆ มาปัดฝุ่นมากขึ้น อีกทั้งการเผยแพร่ก็ทำได้ง่ายขึ้นอย่างรวดเร็ว และกว้างไกลมากยิ่งขึ้น การนำการแสดงสู่ผู้ชมที่ไม่จำเป็นต้องมีตัวกลาง ด้วยสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ผู้แสดงสามารถสื่อตรงสู่ผู้ชมได้โดยอิสระ และโดยทันที ซึ่งเรื่องนี้ส่วนหนึ่งขึ้นกับความเจริญทางเทคโนโลยี และอีกส่วนหนึ่งก็มีความเกี่ยวพันกับการที่มีสถานศึกษาทางด้านการแสดงและดนตรี โดยเฉพาะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วย

            การขยายตัวของการศึกษาไทยมีส่วนทำให้การแสดงพื้นบ้านฟื้นตัวหรือไม่

            ใช่ครับ เพราะมันเป็นหลักสูตรการศึกษา เป็นภาคบังคับ แต่อย่างที่บอกในด้านกว้างดี แต่ในด้านลึกกลับไม่ใช่ สิ่งที่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว นั่นก็คือ เรื่องของความลุ่มลึก นั่นคือ เรื่องของฝีมือในการแสดงที่เปลี่ยนแปลงไป การแสดงหลายสิ่งหลายอย่างที่กลับมา ยังมาแต่แม่ไม้ ลูกไม้ยังไม่มา ถ้าเป็นเพลง ทำนองเพลงก็มาแล้ว แต่ลูกเล่น กลเม็ดเด็ดพรายในการเล่นทั้งหลายได้หายตามตัวศิลปินรุ่นใหญ่ไป และยังไม่ทันมีรุ่นกลางขึ้นมาสืบทอดแต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความสิ้นหวัง ยังเป็นสิ่งที่สามารถจะสรรหาอะไรมาทดแทนได้ ต้องใช้เวลา ซึ่งจะนำกลับคืนมาได้ในอนาคต

 

            ถ้าเป็นอย่างนั้นการเปิดกว้างด้านการสื่อสารสังคม ทำให้ความสามารถของผู้แสดงด้อยลงหรือไม่

            ถ้ามองอย่างนั้นก็มีส่วนใช่ และไม่น่าจะใช่ แน่ละ การเปิดกว้างของสื่อสารสังคม ทำให้มีจำนวนผู้เล่นมากขึ้น ดังนั้น ผู้เล่นจึงมีความจำเป็นจะต้องพัฒนาผลงาน เพื่อสร้างความโดดเด่นและอยู่รอด ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาความสามารถทางการแสดงให้ดียิ่งๆ ขึ้น ต่อไป

            สื่อพื้นบ้านในด้านศิลปะการแสดง ในอดีตเคยทำหน้าที่

ทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินพิธีกรรม การตอกย้ำความเชื่อ การสร้างความบันเทิงเริงรมย์ และเป็นกระบวนการให้ความรู้ความคิดแก่สังคมด้วยกลวิธีที่แยบยลกว่าการสั่งสอนธรรมดาด้วยวาจาหรือลายลักษณ์ ถูกผลิตโดยศิลปินไร้นาม ไร้ชื่อเสียง นักแสดงที่บางทีไม่อาจเรียกว่ามืออาชีพ แต่เป็นคนรักสมัครเล่น ทดลองคิดสร้างสรรค์จากสิ่งแวดล้อมที่มีที่เติบโตมา สืบทอดด้วยความจำ จากปากต่อปาก จากรุ่นสู่รุ่น จากชุมชุนสู่ชุมชน จากพื้นที่หนึ่งเลื่อนไหลไปสู่พื้นที่อื่นๆ อาจจะคงอยู่หรือถูกเปลี่ยนแปลงด้วยความผันผวนของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ความเชื่อ หรืออะไรก็ตามที่ส่งผลกระทบต่อสื่อพื้นบ้านนั้นๆ

            สังคมที่เปลี่ยนแปลงไป สื่อพื้นบ้านก็ผันเปลี่ยนไปตามเวลาและพื้นที่ด้วย ในโลกของการศึกษาสืบทอดความรู้ที่สถาบันการศึกษา โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย หรือองค์กรหน่วยงานราชการมาทำหน้าที่แทนครอบครัว แทนชุมชน ในโลกของสื่อเทคโนโลยีที่ทำหน้าที่แทนเวทีงานวัด แทน

ลานนวดข้าว แทนท้องทุ่ง แทนท้องน้ำ ในโลกของการโฆษณา ชวนเชื่อที่ทำหน้าที่แทนศรัทธาความเชื่อประจำฤดูกาลหรือศรัทธาความเชื่อประจำปี สื่อพื้นบ้านถูกดัดแปลงไปตามบริบทของเวลาและพื้นที่ โดยเฉพาะคนที่มีส่วนในการจัดสรรความเปลี่ยนแปลง และคนที่เสพสื่อพื้นบ้านนั้นๆ

            ถามว่าสื่อพื้นบ้านจะอยู่ได้ไหมในโลกที่เปลี่ยนแปลง ตอบว่ามีโอกาสทั้งอยู่ได้และอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าจะอยู่ได้ก็ต้องยอมรับเงื่อนไขของการอยู่รอดในความเปลี่ยนแปลง เงื่อนไขของวิธีการสืบทอดความรู้ เงื่อนไขของเวทีในโลกเทคโนโลยีใหม่ และเงื่อนไขของศรัทธาความเชื่อที่ถูกบิดเบือนออกไปจากเดิม ไปสู่การใช้งานในพื้นที่และเวลาใหม่ คำว่าอนุรักษ์อาจจะยังจำเป็นอยู่ เพื่อพยุงความสำคัญของสื่อในเชิงประวัติศาสตร์ ที่มาที่ไป และการให้ความสำคัญของอดีตผู้เป็นเจ้าของกรรมวิธีการสร้างสรรค์ แต่ว่าก็ต้องหาทางพัฒนาประยุกต์ให้เหมาะสมไปด้วย ซึ่งคำว่าเหมาะสม ไม่มีคำจำกัดความแน่นอนว่าเท่าไร อย่างไร ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความรู้ความเข้าใจของการพัฒนา การประยุกต์นั้น

            สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือการเสพสื่อพื้นบ้าน ในสังคมที่เปลี่ยนแปลง เราขาดการให้ความรู้ที่เป็นจริง ความรู้ที่เตือนให้เห็นความสำคัญ ความลึกซึ้งของสื่อ ความดีงามที่ซ่อนอยู่ในความเรียบง่ายของสื่อ และเรามุ่งการขาย การใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจผลประโยชน์มากกว่าการทำงานด้วยศรัทธา สิ่งเหล่านี้ไม่รู้ว่าจะคลี่คลายอย่างไร คงเป็นความหวังที่จะเห็นคนที่เสพสื่อพื้นบ้านและใช้งานสื่อพื้นบ้านอย่างเห็นคุณค่าจริงๆ เกิดขึ้นบ้าง

            ดังนั้น ความคิด วิสัยทัศน์ ของตัวศิลปินนั้นต่างหาก ที่จะเป็นปัจจัยชี้ขาดที่สำคัญ ไม่ใช่ความสนับสนุนของค่ายการแสดง และไม่ใช่เงินค่าจ้างแสดงมูลค่ามหาศาลอีกต่อไป 

 

 

เรื่อง : ฌาวิวิธ ฉันทรางกูร
ภาพกองบรรณาธิการ

 

Hits: 1176