หน้ากาล-เกียรติมุข-ราหู

 หากใครได้ไปเยือนศาสนสถานของอินโดนีเซียทั้งบนเกาะชวาและบาหลี รวมถึงบรรดาปราสาทหินหรืออิฐในวัฒนธรรมเขมร อาจเคยสังเกตเห็นสัตว์ประหลาดหน้าตาดุร้ายที่ประดับเหนือทางเข้าศาสนสถาน  ในเมืองไทยเรียกสัตว์ประหลาดนี้ว่า “หน้ากาล” หรือ “เกียรติมุข” ส่วนผู้คนบนเกาะบาหลีรู้จักกันในนาม “บารอง”   

 กำเนิดหน้ากาล 

            คติความเชื่อเรื่องหน้ากาลนี้ ดั้งเดิมเป็นวัฒนธรรมฮินดูจากอินเดียที่แพร่หลายเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาช้านาน และในแต่ละวัฒนธรรมได้นำมาปรับใช้ให้มีรูปแบบแตกต่างกันไปตามความเชื่อและรสนิยมทางศิลปะของตน   

            เรื่องราวของหน้ากาล หรือ เกียรติมุข หรือกีรติมุข ปรากฏในคัมภีร์ปัทมปุราณะของฮินดูว่า ครั้งหนึ่งพญายักษ์ชลันธร ซึ่งบำเพ็ญตบะจนได้รับพรจากพระศิวะ ไม่มีผู้ใดสู้ได้ ได้เกิดเรื่องทะเลาะวิวาทกับอสูรราหู แล้วกล่าวจาบจ้วงว่าผู้ใดพ่ายแพ้จะต้องไปขอพระอุมา ชายาพระศิวะ มาให้แก่ฝ่ายชนะ  เมื่อราหูแพ้จึงต้องจำใจบากหน้าไปขอพระอุมาตามสัญญา  พระศิวะได้ฟังก็พิโรธอย่างยิ่งจนบังเกิดยักษ์หน้าสิงห์ออกมาจากระหว่างพระขนง ตรงเข้าไปจะทำร้ายราหูเป็นการสั่งสอน เมื่อราหูเห็นดังนั้นจึงอ้อนวอนขอให้พระศิวะทรงช่วยเหลือ โดยอ้างว่าตนเองเป็นเพียงทูตเท่านั้น  พระศิวะทรงสงสารจึงห้ามยักษ์มิให้ทำร้าย ยักษ์นั้นก็เชื่อฟัง แต่ทูลว่าตนหิวมาก ขอกินสิ่งอื่นแทน พระศิวะจึงทรงสั่งให้ยักษ์กินร่างของตนเองเป็นอาหาร  พระศิวะเมื่อทอดพระเนตรเห็นยักษ์ที่กัดกินตนเองจนหมด เหลือแต่หัว ไม่มีร่าง ไม่มีแขนขา ก็บังเกิดความสลดพระทัย และทรงเห็นโทษของความโกรธ จึงประทานนามแก่ยักษ์นั้นว่า “เกียรติมุข” (หน้าซึ่งมีเกียรติ) และทรงมอบหน้าที่ให้เฝ้าประตูวิมานของพระองค์ ทั้งยังประทานพรว่า หากผู้ใดไม่แสดงความเคารพเกียรติมุข ก็จะไม่ได้รับพรจากพระองค์  รวมทั้งเป็นการเตือนสติมวลมนุษย์ให้รู้จักยับยั้งความโกรธ  ดังนั้นคำว่า “กาล” หรือ“กาละ” ในอีกความหมายหนึ่งคือ “เวลา” มีนัยว่าเวลาย่อมกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง ดังที่อสูรตนนี้กลืนกินแม้กระทั่งร่างของตนเอง 

            ลายหน้ากาลนอกจากมีความหมายในลักษณะผู้ปกป้องดูแลรักษามิให้สิ่งชั่วร้ายเข้าไปภายในศาสนสถานแล้ว ยังอาจมีความหมายโดยสมมุติถึงดินแดนสัตว์หิมพานต์ เชิงเขาพระสุเมรุ สอดคล้องกับคติการจำลองภูมิจักรวาลที่ถ่ายทอดสู่พุทธศาสนสถานด้วย  

 

บารอง หน้ากาลในคติความเชื่อบาหลี 

            ฐานที่มั่นอันแข็งแกร่งของศาสนิกชนฮินดูในอินโดนีเซียคือเกาะบาหลี เกาะเล็กๆ ที่มีพลเมืองอยู่ราว ๔ ล้านคน ท่ามกลางวงล้อมของชาวมุสลิมที่มีอยู่มากถึงร้อยละ ๘๗ จากประชากรทั้งหมดกว่า ๒๓๐ ล้านคนของอินโดนีเซีย 

            ตามศาสนสถาน วัง และบ้านเรือนของชาวบาหลี มักสร้างซุ้มประตูทางเข้าชั้นนอกที่มีลักษณะคล้ายประตูที่ถูกผ่าครึ่งแยกออกจากกัน เรียกว่า “จันทิ เปินตัร”  ซึ่งเปรียบเสมือนเขาไกรลาส ที่ซึ่งพระศิวะประทับบำเพ็ญเพียรจนบรรลุโมกษะ (การรู้แจ้งหรือการบรรลุธรรม) แล้วจึงเกิดปาฏิหาริย์ ภูเขาไกรลาสแยกออกเป็นสองส่วน กลายเป็นประตูสองข้างดังกล่าว จึงถือเป็นประตูแห่งความรู้แจ้งทางปัญญาของชาวบาหลี  ประตูแยกนี้ยังหมายถึงความสมดุลของโลกคือหญิงกับชาย ความดีกับความชั่ว 

            เมื่อผ่านประตูชั้นแรกเข้ามาแล้ว จะมีประตูชั้นที่สองคือ “มหาเมรุ”  หรือ “กูริอากุง” (The gateway to the heaven) มีรูปลักษณ์คล้ายภูเขา และมีประตูทางเข้าอยู่ตรงกลาง ซึ่งหมายความว่าเมื่อชำระล้างจิตใจให้สะอาด โดยผ่านประตูแห่งความดี-เลวมาแล้ว ก็สามารถเดินเข้าประตูสู่ศาสนสถานชั้นในสุด  เปรียบดั่งทิพยวิมานบนยอดเขาพระสุเมรุบนสรวงสวรรค์  ภายในเป็นที่ตั้งศาลสำหรับเซ่นสรวงบูชาเทพเจ้าชั้นสูงสุด คือ พระศิวะ พระวิษณุ และพระพรหม  ในวันปกติ ประตูที่สองนี้ปิดอยู่เสมอ ถ้าจะเดินผ่านต้องเข้าประตูเล็กทางซ้ายและขวา  ส่วนประตูใหญ่ตรงกลางซึ่งถือเป็นประตูแห่งสรวงสวรรค์ จะเปิดเฉพาะเมื่อมีงานสำคัญทางศาสนาหรือในการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองเท่านั้น 

            เหนือประตูกูริอากุง หรือ “มหาเมรุ” มักมีลวดลายปูนปั้นคล้ายรูปหน้ากาลหรือเกียรติมุขประดับอยู่ทุกประตู ชาวบาหลีเรียกว่า “บารอง” เปรียบเป็นตัวแทนแห่งคุณธรรมความดี และถือเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องอำนาจภูตผีวิญญาณชั่วร้ายทั้งมวล  ชาวบาหลียังเชื่อว่าประตูที่มีบารองประดับไว้ คือประตูแห่งความตายของผู้โง่เขลา ผู้ประกอบด้วยอวิชชา คือความมืดบอดในจิตใจ มาบดบังความดีงาม ขณะเดียวกันก็เป็นประตูแห่งชีวิตของผู้รู้แจ้ง  การเดินผ่านเข้าประตูนี้จึงเท่ากับเอาอวิชชาในใจตนมาให้หน้ากาลกลืนกิน เพิ่มพูนสิริมงคลแก่ชีวิต 

            พลังอำนาจของเกียรติมุขหรือหน้ากาลตามความเชื่อในคติฮินดูยังส่งอิทธิพลให้แก่พุทธสถานด้วย ดังปรากฏการประดับรูปหน้ากาล ณ บุโรพุทโธ  บนเกาะชวาภาคกลาง พุทธศาสนสถานในลัทธิมหายานที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้สร้างขึ้นราว พ.ศ. ๑๓๕๐ โดยกษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนทร์ ซึ่งน่าจะมีความเชื่อตามคติเรื่องลมหายใจศักดิ์สิทธิ์และคติเรื่องกาลเวลา ซึ่งตามความหมายของหน้ากาลหรือกาละ ซึ่งหมายถึงผู้กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง สามารถเข้ากันได้กับพุทธศาสนา จึงนิยมประดับลายหน้ากาลไว้ที่ซุ้มประตูทางเข้าพุทธสถาน 

  

หน้ากาลประดับศาสนสถานในวัฒนธรรมเขมร 

            อารยธรรมเขมรโบราณได้รับอิทธิพลความเชื่อทางศาสนาฮินดูและพุทธศาสนาจากอินเดียอย่างมาก รวมทั้งคติความเชื่อเรื่องหน้ากาลหรือเกียรติมุข ซึ่งมักปรากฏตามศาสนสถานเช่นกัน  ลายหน้ากาลนี้เป็นลวดลายสำคัญและแพร่หลายมากในศิลปะเขมรทั้งที่พบในประเทศกัมพูชาและไทย  มักปรากฏอยู่ตามทับหลังหรือหน้าบันเหนือประตูทางเข้า เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายมิให้เข้ามาสู่ศาสนสถานเป็นสำคัญ

            ในบางยุค ลายหน้ากาลที่มองเห็นทางด้านหน้าเป็นลวดลายสำคัญที่ปรากฏอยู่โดดๆ โดยไม่มีรูปเทวดาเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยอยู่ตรงกลางทับหลัง และมักจะคายท่อนพวงมาลัยที่ตกแต่งด้วยลวดลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งน่าจะเป็นการผสมผสานระหว่างคติเรื่องลมหายใจศักดิ์สิทธิ์ ร่วมกับรูปแบบศิลปะในท้องถิ่นที่นิยมทำลายพวงมาลัย ซึ่งพวงมาลัยในคติอินเดียหมายถึงความอุดมสมบูรณ์นั่นเอง ดังเช่นที่ปรากฏบนทับหลัง ศิลปะแบบพระโค ที่ปราสาทหินพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา หรือทับหลังศิลปะเกลียงที่ปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น

             ในสมัยต่อมา หน้ากาลจะมีเทวดาประทับภายในซุ้มเรือนแก้วอยู่ข้างบน  ลายลักษณะนี้นิยมมากบนทับหลังในศิลปะแบบบาปวน นครวัด และบายน  ถ้าหน้ากาลมองเห็นด้านข้าง เช่นหน้ากาลตามกรอบหน้าบัน มักคายรูปสัตว์ เช่นสิงห์หรือนาค และมีขากรรไกรล่าง  ส่วนหน้ากาลที่หันหน้าตรงและปรากฏอยู่ตรงกลางทับหลังนั้น ในศิลปะเขมรสมัยแรกๆ บางครั้งจะสลักลายหน้ากาลที่มีแขนหรือช่วงแขนเข้ามาประกอบด้วย แต่ในสมัยหลังตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๖ เป็นต้นมา หน้ากาลมักจะมีแขนเสมอ จนกระทั่งในราวกลางพุทธศตวรรรษที่ ๑๗ หน้ากาลมีเขี้ยวคู่หนึ่งงอกออกมาจากปาก และหน้ากาลได้วิวัฒนาการกลายเป็นหน้าสิงห์หรือสิงหมุขอย่างแท้จริง เพราะมีริมฝีปากล่าง นอกจากนั้นเราจะเห็นลายหน้ากาลกับลายมกรอาจแทนที่กันได้ตามปลายของกรอบหน้าบัน ลูกกรง และท่อน้ำ  

 

 ราหูตามคติความเชื่อฮินดู-พุทธ   

             ตามความเชื่อของชาวฮินดู  ราหูเป็นหนึ่งในเทพนพเคราะห์ ผู้ก่อให้เกิดการเกิดคราสของพระอาทิตย์และพระจันทร์ โดยมีเรื่องราวปลีกย่อยทั้งที่แตกต่างและคล้ายคลึงกันในแต่ละคัมภีร์  บางคัมภีร์เล่าว่าราหูเป็นอสูรตนหนึ่งที่ไปแอบดื่มน้ำอมฤตซึ่งได้จากการกวนเกษียรสมุทร แต่พระอาทิตย์กับพระจันทร์มาพบเข้า จึงฟ้องพระนารายณ์ พระองค์จึงลงโทษโดยเอาจักรขว้างตัดกายราหูออกเป็นสองส่วน  แต่จากการที่ราหูได้ดื่มน้ำอมฤตไปแล้วจึงกลายเป็นอมตะ เพียงแต่ไม่มีท่อนล่าง นับแต่นั้นมา ด้วยความอาฆาตแค้น เมื่อพระจันทร์และพระอาทิตย์โคจรมาใกล้ ราหูก็จะคอยจับเข้าปากกลืนกินเสีย แต่แล้วก็ต้องหลุดออกทางท้องทุกทีไป กลายเป็นตำนานอธิบายปรากฏการณ์สุริยคราสและจันทรคราส 

            คติเรื่องราหูคงเป็นมุขปาฐะที่ไทยรับมาจากชาวอินเดีย  ในเอกสารทางพุทธศาสนาเรียกราหูว่า “อสุรินทระ” เป็นพญาอสูรที่น่าเกรงขาม มีร่างกายใหญ่โต  ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้ามีกล่าวไว้ในหลายคัมภีร์ เช่น ในจันทปริตรและสุริยปริตร กล่าวไว้ว่า จันทเทวบุตรและสุริยเทวบุตรถูกอสุรินทรราหูจับ ด้วยมีเหตุเคียดแค้นกันมาแต่ชาติปางก่อน จึงพากันมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ เชตวันมหาวิหาร เพื่อขอพระองค์เป็นที่พึ่ง  พระองค์จึงตรัสให้อสุรินทรราหูปล่อยทั้งสององค์เสีย อสุรินทรราหูจึงยอมปล่อยเพราะกลัวว่าศีรษะของตนจะแตกเป็นเจ็ดเสี่ยง และชีวิตจะไม่ได้รับความสุข  ส่วนในคัมภีร์ทางล้านนากล่าวว่า เมื่อราหูยังไม่ได้ฟังธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ก็มักจะกลืนกินเทวบุตรทั้งสองเสมอ ต่อเมื่อได้ฟังธรรมพระพุทธเจ้าจึงไม่ได้กลืนกินอีก ได้แต่เอาฝ่ามือดึงคางมาทับทรวงอก แล้วแลบลิ้นเลียอยู่เท่านั้น 

            หลายตำนานที่เกี่ยวกับราหูมักกล่าวว่าราหูเป็นอสูร ดังนั้นรูปแบบทางศิลปกรรมของราหูจึงมีหน้าเป็นอสูรหรือยักษ์  ส่วนตำนานที่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย คือการที่ราหูถูกตัดออกเป็นสองท่อน  ดังนั้นราหูในศิลปะไทยจึงมีหน้าเป็นยักษ์ มงกุฎและเครื่องทรงก็เป็นแบบของฝ่ายยักษ์ สีกายมีทั้งสีเนื้อและสีเขียว หากทำครึ่งท่อน นิยมแสดงให้เห็นเฉพาะส่วนแขนและมือ บางครั้งมีลำตัวท่อนบนปรากฏให้เห็นบ้าง  รูปแบบทางศิลปกรรมของราหูจึงไปคล้ายกับหน้ากาลหรือเกียรติมุข ซึ่งเป็นอสูรหน้ายักษ์เช่นกัน 

 

กบกินเดือน 

            ความเชื่อเรืองกบกินเดือนคงเป็นความเชื่อพื้นเมืองดั้งเดิมของชนชาติไทก่อนที่เรื่องราหูของอินเดียจะแพร่เข้ามา เพราะคนไทในเวียดนาม ลาว จีน พม่า และไทย มีความเชื่อเรื่องกบกินเดือน โดยกำหนดให้กบเป็นความหมายของเทพฝ่ายธรรมและเดือนเป็นเทพฝ่ายอธรรม (ผู้ลักขโมย) ดังปรากฏในวรรณกรรมอีสานว่าชายผู้หนึ่งได้ไปพบเปลือกไม้วิเศษ ซึ่งหากนำมาเคี้ยวแล้วพ่นใส่สัตว์ที่ตายแล้วก็จะสามารถฟื้นขึ้นมาได้  ต่อมาได้ถูกพระจันทร์ขโมยไป กบตัวหนึ่งซึ่งชายคนนั้นเคยชุบชีวิตให้จึงอาสาไปติดตามนำยามาคืนให้ แต่พอกบเข้าไปใกล้พระจันทร์เมื่อใด ชาวบ้านนึกว่ากบจะกินพระจันทร์ เลยพากันตีฆ้องกลองช่วยพระจันทร์ กบจึงไม่สามารถนำยากลับมาคืนได้ แต่กบก็ยังพยายามอยู่ตลอดมา 

            การกำหนดให้กบเป็นเทพฝ่ายดีก็เนื่องมาจากความเชื่อดั้งเดิมที่ว่ากบหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ ต่อมาเมื่อรับคติฮินดูเข้ามาจึงรับเอาวรรณกรรมและมุขปาฐะเรื่องราหูอมจันทร์เข้ามา เมื่อผสมผสานกับความเชื่อแบบพุทธ ก็ทำให้ทัศนคติของคนพื้นเมืองเปลี่ยนไป โดยกำหนดให้กบเป็นราหูเป็นเทพฝ่ายอธรรม และเดือนหรือพระจันทร์เป็นเทพฝ่ายธรรมแทน 

            จะเห็นได้ว่าคติความเชื่อในเรื่องของหน้ากาลหรือเกียรติมุข และราหูตามแบบศาสนาฮินดูและพุทธศาสนาในอุษาคเนย์ แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลวัฒนธรรมอินเดียที่กระจายไปอย่างกว้างขวาง และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของชนพื้นเมืองในอุษาคเนย์ตราบจนถึงทุกวันนี้          

  

 

ภาพ/เรื่อง : ปาริสุทธิ์ เลิศคชาธาร

Hits: 735