เรื่องราวแห่งชาติพันธ์ุ ผ่านผืนผ้าทอไทลื้อ

 

          บนผืนผ้าทอของชาวไทลื้อนานาชาติ  มีทั้งลายน้ำไหลลายภูเขาสูง ต่ำ ลายพันธุ์ไม้ ดอกไม้ ลายรูปสัตว์  ลายเรขาคณิต แม้กระทั่ง ลายเครื่องบิน ลายปืนกล และลายเฮลิคอปเตอร์ สะท้อนเรื่องราวการดำรงอยู่ของชาติพันธุ์ที่มีการต่อสู้ การโยกย้ายจากดินแดนมาตุภูมิ เดินทางไกลสู่ ถิ่นอาศัยที่มิใช่ ถิ่นกำเนิด...

          แล้วลวดลายผ้าทอ ของชาวไทลื้อในประเทศไทยเล่า พวกเขาบันทึกเรื่องราวใดไว้ในผืนผ้าอันงดงามอัศจรรย์นี้ 

          ไทลื้อ ชาวชาติพันธ์ุที่มีเชื้อชาติและวัฒนธรรมงดงามประดุจดังร่วมสายโลหิตบรรพบุรุษเดียวกันกับชาวล้านนาไทยทั่วไป ชนชาติไทลื้อมีถิ่นฐานที่อยู่อาศัยในบริเวณที่เรียกว่า  แคว้นสิบสองปันนา ที่ในปัจจุบันเป็นเขตปกครองพิเศษของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยในครั้งกระโน้นมีเมืองสำคัญ ๑๒ เมือง เมืองตะวันตก และ เมืองตะวันออก และมีเมืองอันเป็นที่ราบขนาดกว้างใหญ่ที่สุดริมแม่น้ำโขงคือ เมืองเชียงรุ่ง เป็นที่ตั้งของหอคำเวียงเชียงรุ่งมีเจ้าฟ้าประทับที่พระราชวังนามเวียงผาครางทำหน้าที่ประดุจดังพระราชาผู้ปกครองดินแดนสิบสองปันนาของชาวไทลื้อทั้งมวล 

ภูมิประเทศ ที่แบ่งแยกและพลังอำนาจแห่งสองฝ่ายฟ้า

          จากบันทึกของมหามุ้งแช่ ปราชญ์ชาวไทลื้อได้กล่าวถึงประวัติชนชาติลื้อว่า เจ้าเจิงหาญ คือวีรบุรุษผู้ก่อตั้งอาณาจักรหอคำสิบสองปันนา เป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์เชียงรุ่ง ซึ่งได้ประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นต่ออาณาจักรต้าหลี่ของจีน และเป็นผู้รวบรวมชาวไทลื้อให้เป็นปึกแผ่นราวพุทธศักราช ๑๗๒๓ หรือ ๘๐๐ กว่าปีมาแล้ว เจ้าเจิงหาญจึงเถลิงพระนามเป็นสมเด็จพระหอคำเชียงรุ่งที่ ได้ขยายอาณาจักรและรวบรวมชาวไทลื้อกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยให้เป็นปึกแผ่นแว่นแคว้น โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่หอคำแห่งเวียงเชียงรุ่ง

          หากด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ของดินแดนสิบสองปันนา  เป็นพื้นที่สูงมีภูเขามากมาย เมืองสำคัญแต่ละเมืองจะตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มเล็กๆ ที่แวดล้อมไปด้วยภูเขาสูง มีสภาพเหมือนเมืองอยู่ในหลุมที่เรียกว่า หลุมเมือง การจะติดต่อสื่อสารกับเมืองอื่นๆ ทำได้ยากลำบากต้องเดินทางขึ้นเขาลงเขากันเป็นเวลานาน หลายวัน สาเหตุดังกล่าวจึงทำให้ เมืองแต่ละเมืองของดินแดนสิบสองปันนา มีวิวัฒนาการที่เป็นตัวของตัวเองในทุกเรื่องราว แม้กระทั่งในเรื่องของการแต่งกาย ซึ่งย่อมหมายรวมไปถึงวิธีคิดประดิษฐ์ผืนผ้าทอต่างๆ ที่จะมีความหลากหลายแตกต่างกันของรายละเอียดฝีมือการทอผ้า การออกแบบลวดลาย และการแต่งกายโดยรวม ระหว่างเมืองต่อเมืองที่เป็นไทลื้อด้วยกันค่อนข้างมาก

          แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ การรวมกำลังกันเพื่อป้องกันตัวเองของชาวไทลื้อเป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง ด้วยความห่างไกลไปมายากลำบากของแต่ละเมือง จึงทำให้แทบทุกครั้งที่มีกองกำลังขนาดใหญ่บุกเข้ามาในดินแดน ชาวลื้อก็มิอาจจะรวมกำลังกันต่อสู้ได้ทันท่วงที โดยมีกองกำลังขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้กับชาวไทลื้อที่สุด กลุ่มคือ อาณาจักรจีน และอาณาจักรพม่า ซึ่งในที่สุดรัฐสิบสองปันนาของชาวไทลื้อ ก็จำต้องยอมรับพลังอำนาจของทั้งสองฝ่ายด้วยการส่งเครื่องบรรณาการให้เป็นประจำ จนมีคำกล่าวเปรียบเปรยว่า ชนชาวลื้อมี .. ม่านเป็นพ่อ ฮ่อเป็นแม่

 


พลังอำนาจที่สามและการอพยพครั้งใหญ่สู่แผ่นดินสยาม

          แต่พลังอำนาจทั้งสองขั้วของชาวไทลื้อก็มีวันจะต้องกระทบกระทั่งกัน และในคราวที่ทั้งสองพลังอำนาจฟาดฟันกันอยู่นั้น พลังอำนาจที่สามก็มาถึงสิบสองปันนา ดินแดนล้านนา  ในสมัยพระยากาวิละ มีปฏิบัติการ.. ฟื้นม่าน.. คือต่อสู้ขับไล่อำนาจพม่าออกจากล้านนา เป็นเหตุให้เมืองเชียงใหม่ต้องกลายเป็นเมืองร้าง เจ้านายสายตระกูลเจ้าเจ็ดตนพร้อมกับเจ้าเมืองน่าน เจ้าเมืองหลวงพระบาง ร่วมกับกองทัพสยาม ได้ยกขึ้นไปเทครัวเอาไพร่พลจากหัวเมืองทางตอนเหนือ ทั้งชาวลื้อจากสิบสองปันนา เขินจากเชียงตุง ยองจากเมืองยอง เงี้ยว (ไทใหญ่) จากหัวเมืองลุ่มแม่น้ำคง ลงมาฟื้นฟูหัวเมืองสำคัญของล้านนาอันได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง น่าน และให้ตั้งรกรากถิ่นฐานอยู่ตามเมืองดังกล่าวสืบมาถึงปัจจุบัน

นักประวัติศาสตร์เรียกสมัยนี้ว่ายุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง

          สำหรับดินแดนสิบสองปันนาในช่วงนั้น นับได้ว่าเป็นการอพยพโยกย้ายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เมืองลื้อบางเมืองถึงกับกลายเป็นเมืองร้าง กล่าวกันว่า เรื่องราวการอพยพผู้คนจากดินแดนภูเขาลงสู่ที่ราบลุ่ม ต้องข้ามแม่น้ำลำธารหลายสิบสาย โดยเฉพาะแม่น้ำโขงอันกว้างใหญ่ในคราวนั้นได้ถูกบันทึกเรื่องราวไว้บนผืนผ้าของชาวไทลื้อ ที่มีทั้งลวดลายของสายน้ำไหลและมีรูปร่างของภูเขาสูงๆ ต่ำๆ ต้นไม้ใบไม้รวมทั้งสิงสาราสัตว์ที่ได้พบตลอดเส้นทางยากลำบากนั้นอย่างมากมาย

          การเข้าไปเทครัวเอาไพร่พลเมืองของล้านนา และหลวงพระบาง ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้านครน่านยังได้ยกทัพไปตีหัวเมืองลื้อหลายเมือง เช่น เมืองพง เมืองหย่วน เมิงมาง เมิงลา สามารถนำครัวไทลื้อจำนวนมากลงมาไว้เพิ่มที่ ท่าวังผา จังหวัดน่าน และอีกส่วนหนึ่งให้มาตั้งถิ่นฐานที่เมืองเชียงคำใกล้ฝั่งแม่น้ำลาว ซึ่งก็คือไทลื้อ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา แล้วเจ้าหลวงเมืองน่านยังมีบัญชาให้ชาวไทลื้อที่อาศัยอยู่ ที่บ้านนาไฮ่ จังหวัดน่าน มาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณบ้านปอ บ้านโล๊ะ บ้านงาว และบ้านกลางลุ่มน้ำงาว อำเภอเวียงแก่นในปัจจุบันอีกด้วย

           นับตั้งแต่คราวนั้นจนวันนี้ ในภูมิภาคล้านนา นับได้ว่า มีชาวไทลื้ออยู่อาศัยมากมายแทบทุกจังหวัด หากแต่จากการที่มากันจากเมืองต่างๆ หลากหลาย จึงทำให้มีความแตกต่างของขนบประเพณีของชาวไทลื้อเหล่านั้นอยู่บ้าง โดยเฉพาะหากกล่าวถึงเรื่องวัฒนธรรมการแต่งกาย เอกลักษณ์และฝีมือของการทอผ้า ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่สุดอย่างหนึ่งของชาวชนชาตินี้ ก็จะมีความแตกต่างกันในระดับหนึ่ง ยิ่งสังคมเมืองปัจจุบันพัฒนาก้าวหน้าขึ้นไป การเก็บรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวไทลื้อก็ยิ่งเปลี่ยน และสำหรับฝีมือการทอผ้าและศิลปะการแต่งกายแบบชาวไทลื้อที่ยังคงรักษาฝีมือเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในเทคนิคเฉพาะตัวคือ เทคนิคเกาะล้วง ก็มีอยู่ด้วยกันเพียง แหล่งใหญ่เท่านั้นนั่นคือ กลุ่มไทลื้อ อำเภอเวียงแก่น อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย กลุ่มไทลื้ออำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา และกลุ่มไทลื้อ อำเภอปัว อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน

   

ผ้าทอของชาวไทลื้อ

          การทอผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทลื้อ จังหวัดน่าน ก็คือ ผ้าซิ่นของผู้หญิงไทลื้อที่เรียกว่า ซิ่นตา ซึ่งเป็นผ้าซิ่นที่มีสองตะเข็บ มีลักษณะโครงสร้างประกอบด้วยสามส่วน คือ หัวซิ่นสีแดง ตัวซิ่นลายขวางหลากสีต่อตีนซิ่นสีดำ ความเด่นจะอยู่ที่ตัวซิ่นซึ่งมีริ้วลายขวางสลับสีสดใส และตรงช่วงกลางมีลวดลายที่ทอด้วยเทคนิคขิด จก เกาะ หรือ ล้วง เป็นลวดลายต่างๆ ทั้งรูปพรรณพฤกษา รูปสัตว์ในวรรณคดี  และลวดลายเรขาคณิต เอกลักษณ์การทอผ้าที่เป็นสุดยอดของชาวไทลื้อ คือ การทอผ้าด้วยเทคนิคเกาะ หรือ ล้วง (Tapestry Weaving)  หรือเป็นที่รู้จักกันว่า ลายน้ำไหล ซึ่งเป็นเทคนิคที่มีความยุ่งยากซับซ้อน แต่ทำให้เกิดลวดลายและสีสันที่งดงามแปลกตา และเป็นอัตลักษณ์โดดเด่นเฉพาะกลุ่ม ที่แตกต่างจากผ้าซิ่นของกลุ่มชาติพันธ์ุไทอื่นๆ นอกจากผ้าซิ่นแล้ว ชาวไทลื้อ ยังทอผ้าชนิดอื่นๆ ด้วย เช่น ตุง และผ้าหลบ เป็นต้น

          ส่วนผ้าไทลื้อของอำเภอเชียงคำ อันเป็นอัตลักษณ์จะมี เสื้อปั๊ด ผ้าถุงลายผักแว่น น้ำไหลผักแว่น เป็นชุดที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทลื้อเชียงคำ ทอด้วยเทคนิคเกาะ มีลายประกอบทอด้วยเทคนิคขิด เสื้อผ้าจะมีการทอลวดลายที่บ่งบอกถึงฐานะทางสังคมของผู้สวมใส่ โดยผ้าของไทลื้อแยกออกเป็น ประเภทคือ ผ้าที่ใช้ในพิธีกรรมและผ้าสำหรับใช้ในครัวเรือน ผ้าที่ใช้ในครัวเรือน เช่นผ้าห่มต่ำก้าวที่ปัจจุบันหาคนทำไม่ได้แล้ว ต่ำก้าวเป็นภาษาลื้อมี ความหมาย คือ . เป็นชื่อลาย . เป็นวิธีการทำต่ำแปลว่า การทอก้าวแปลว่า การง้างไม้เพื่อที่จะใส่ลายขึ้นแล้วสอดให้เกิดลวดลาย ผ้าห่มลายตาราง เรียกกันว่าผ้าห่มตาแสงหรือผ้าห่มสี่แปหรือเรียกอีกอย่างว่าผ้าห่มตาโก้งเป็นผ้าฝ้ายทอยกดอก สีที่นิยมคือ สีดำ แดง ขาว ทอให้เกิดเป็นลายตารางสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ลวดลายมีขนาดเล็กสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน เป็นการทอที่ยาก ลายใหญ่ ซับซ้อน ราคาแพง ปัจจุบันไม่นิยมใช้ แต่ก็ยังคงมีการทออยู่บ้าง

          ส่วนวัฒนธรรมการแต่งกายในกลุ่มของชาวลื้อในแถบอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีหมู่บ้านไทลื้อ หมู่บ้านที่มีชื่อเสียงในการทอผ้าได้แก่ บ้านศรีดอนชัย และบ้านหาดบ้าย ผ้าทอของบ้านศรีดอนชัยนั้นโดดเด่นด้านลวดลายที่ทอด้วยเทคนิคเกาะเป็นลายขนาดใหญ่ประมาณ ๑๐-๑๕ ซม. สีสันสดใส ส่วนบ้านหาดบ้ายนั้นเด่นด้านลวดลายที่ทอด้วยเทคนิคจก สีสันสดใส การแต่งกายของหญิงมีลักษณะ เป็นเสื้อปั๊ดแขนยาวเข้ารูปพอดีตัว ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายสีครามเข้มหรือผ้าแพร สาบเสื้อตกแต่งด้วยแถบผ้าสีต่างๆ ชายเสื้อเป็นรูปปลายแหลมตรงกลางลำตัวเรียกว่า เสื้อหยด (ยอดแหลม ส่วนลักษณะผ้าซิ่น เป็นซิ่นลายริ้วแบบมาตรฐานของไทลื้อสอบสองปันนา มีลายตกแต่งตรงกลางตัวซิ่นทอด้วยลวดลายเรขาคณิตและลายจกดอกต่างๆ ใช้เส้นฝ้ายหลากสีสัน ส่วนการแต่งกายของชาย เสื้อและกางเกงตัดเย็บด้วยผ้าสีครามเสื้อมีลักษณะคอกลมตกแต่งด้วยลวดลายหรือแถบผ้าหลากสีหรือริบบิ้นจีนเย็บติดหรือขลิบตรงสาบเสื้อและแขน ปักเย็บขอบรอยต่อโดยใช้เส้นไหมสีต่างๆ กางเกงตัดเย็บแบบสามส่วน ขลิบผ้าหลากสี และริบบิ้นจีนตรงปลายขากางเกง

 

ผ้าทอไทลื้อ ในอุษาคเนย์

          และที่กล่าวมานี้แหละคือ ลวดลายผ้าทอไทลื้อ หลักๆที่อยู่ในประเทศไทย คราวนี้ลองหันกลับไปดูที่มาของชาวไทลื้อที่สิบสองปันนา  ซึ่งในปัจจุบันเป็นพื้นที่เขตปกครองตนเองหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีน จากการเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีนในสมัยสงครามปฏิวัติ การลุกฮือขึ้นปฏิวัติวัฒนธรรมของเยาวชนจีนในช่วงนั้นได้มีส่วนทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวไทลื้อให้สูญสิ้นไปเป็นจำนวนมาก พระราชวังหลวงเวียงผาครางถูกบุกรุกรื้อค้นทำลาย การปกครองโดยระบบเจ้าฟ้าล่มสลายมรดกวัฒนธรรมมากมายต้องยักย้ายถ่ายเทหลบซ่อน และมรดกผ้าทอสวยๆ ของชาวลื้อในครั้งกระโน้นก็นับได้ว่าสูญหายไปแทบไม่เหลือ

          ในวันนี้ชาวลื้อในประเทศจีน ใส่ผ้าซิ่นต๋าไทลื้อ สีแดง  เขียว ชมพู ดำ ต่อด้วยตีนซิ่น สีเขียว และดำ บางผืนต่อด้วยกำมะหยี่ ผ้าแพรจีนอย่างดีตามฐานะผู้สวมใส่ ผ้าซิ่นมักจะทอด้วยผ้าฝ้าย สวมเสื้อปั๊ด ทอจากผ้าโรงงานหลากสีสัน ยังมีการทอผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันอยู่บ้าง เช่น ผ้าที่นำไปใช้ในพิธีกรรม ถวายเป็นพุทธบูชา เช่น ตุง ผ้าเช็ดหลวง ผ้าห่อพระธรรม และยังใช้เป็นสื่อกลางในการอุทิศทำบุญให้กับผู้ล่วงลับไปแล้ว นอกจากนั้นยังมีการทอผ้าหลบ (ผ้าปูที่นอน) ที่มีเอกลักษณ์ สวยงามเป็นลวดลาย ทอด้วยเทคนิคขิดลายใหญ่ เช่น ลายสิงห์ ม้า ช้าง ดอกหับ ดอกกาบ นก ปราสาท ดอกไม้ เพื่อบ่งบอกถึงวิถีชีวิต ความอุดมสมบูรณ์ และการเกิด การตาย ที่แฝงด้วยธรรมะ หากแต่ในชีวิตประจำวันทั่วไป ชาวลื้อก็พากันเปลี่ยนไปใช้ผ้าพิมพ์ลวดลายทันสมัยจากโรงงานกันไปหมดแล้ว

          ส่วนชาวไทลื้อใน สปป.ลาว ปัจจุบันมีชาวลื้ออาศัยอยู่ที่  แขวงหลวงพระบาง แขวงไชยะบุรี แขวงพงสาลี แขวงหลวงน้ำทา แขวงอุดมไชย และแขวงบ่อแก้ว มีความหลากหลายมาก การแต่งกายและฝีมือการทอผ้าก็มีความคล้ายคลึงกับชาวลื้อในประเทศไทยมาก โดยเฉพาะชาวไทลื้อที่อาศัยอยู่ในแขวง   หลวงน้ำทา ซึ่งจะทอผ้าด้วยฝ้ายหลากสี ผ้าทอมีลวดลายหลากหลาย มีการทอเป็นรูปตัวสัตว์ ธรรมชาติ และบันทึกเรื่องราวในอดีตใว้ในผืนผ้า เช่น ผ้าซิ่น ผ้ากั้ง เช่น ลายเฮลิคอปเตอร์ เครื่องบิน จรวด และอาวุธสงคราม เป็นต้น  

          ส่วนชาวไทลื้อ ในสหภาพเมียนมา ก็มีความเป็นอยู่ใกล้เคียงกับชาวไทใหญ่จนกลมกลืนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน   ชาวลื้อจะอาศัยอยู่แถบเมืองยอง เมืองยู้ เมืองหลวย เมืองเชียงลาบ เมืองไร เมืองพะยาก เมืองโก เมืองโต๋น เมืองเลน และเชียงตุง เป็นต้น ปัจจุบันชาวไทลื้อในพม่าไม่ค่อยได้ผลิตเสื้อผ้าตามแบบเอกลักษณ์ของตนเองสักเท่าไรแล้ว

          และทั้งหมดนี้แหละคือ เรื่องราวแห่งชาวชาติพันธ์ุผ่านผืนผ้าของชาวไทลื้อ ในวันนี้ทาง สปป.ลาว ช่างทอผ้าชาวไทลื้อจำนวนมากเป็นเพียงผู้รับคำสั่งซื้อ โดยผ่านการทำตลาดและออกแบบจากประเทศไทย ในขณะที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ไม่ได้มีการให้ความสำคัญกับผ้าทอไทลื้อใดๆ แล้ว ปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่ของชาวชาติพันธ์ุนี้กลับมีอยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นจำนวนมากที่สุด ในขณะเดียวกัน มรดกสำคัญยิ่งเรื่องการทอผ้า คงมีแต่ที่ประเทศไทยนี้เท่านั้นที่มีการส่งเสริมรักษา มีการทำการค้ากันอย่างเป็นกิจจะลักษณะ รวมทั้งมีการอนุรักษ์สืบทอดผ้าทอไทลื้อ ด้วยการเปิดพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนได้เข้าชมในความงดงามของผ้าทอมือที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นอย่างที่ไม่อาจหาได้ในผ้าทอของชาติพันธุ์ใด

 

เรื่อง : สุริยา วงศ์ชัย พิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ
ภาพอภินันท์  บัวหภักดี / อดุล ตัณฑโกศัย
 

Hits: 136