ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

ติดตามเรื่องราวของความเชื่อ ความศรัทธา ของชาวปัตตานีและภูมิภาคใกล้เคียงที่มีต่อเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ผู้คนหลั่งไหลไปกราบไหว้ บนบาน ขอพร แล้วก็บังเกิดผลตามความปรารถนา

          ศาลเจ้าจีน คือ ศูนย์รวมจิตใจของคนจีน เป็นแหล่งที่คนจีนไปปฏิบัติศาสนกิจ ที่อาจจะเรียกรวมง่ายๆ ว่า ไปไหว้เจ้า คนจีนไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน หากรวมตัวกันได้เมื่อไร ก็จะไปพยายามสร้างศาลเจ้าจีนขึ้นที่นั่น แม้จะเป็นดินแดนห่างไกลโพ้นทะเล ที่ไหนๆ ถ้ามีชาวจีนไปอยู่อาศัยกันมากๆ ก็จะมีการสร้างศาลเจ้าจีนขึ้น ณ ที่นั้นเสมอ

          ส่วน ศาลเจ้าจีนนั้น ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ มีชื่อเสียงหรือไม่ จะเคารพบูชาเจ้าองค์ไหนบ้าง ก็จะแปรผันตามประเภท จำนวนของชาวจีนที่อาศัยอยู่ และตามบุญวาสนาตามศรัทธาของชาวจีน ณ ที่นั้น สำหรับประเทศไทย มีศาลเจ้าจีนตั้งอยู่นับเป็นร้อยเป็นพันแห่ง มี เจ้า หรือ เทพเจ้า สถิตอยู่ภายในศาลเจ้าเป็นจำนวนมากมายหลายหลาก

          เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ก็เป็นเจ้าหรือเทพเจ้าองค์หนึ่งในศาลเจ้าจีน ที่มีชื่อว่า ศาลเจ้าเล่งจูเกียง ซึ่งตั้งอยู่ ณ จังหวัดปัตตานี ศาลเจ้าแห่งนี้มีคนไทย จีน มาเลเซีย สิงคโปร์ เดินทางไปไหว้เจ้าแม่กันมากมายนับไม่ถ้วน ครั้นถึงเทศกาลวันสมโภชศาลเจ้า จะมีการจัดงานเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่มีการนำ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ขึ้นคานหามพร้อมขบวนประโคมต่างๆ นำออกจากศาลไปให้ชาวเมืองตั้งโต๊ะบูชากันถึงหน้าบ้าน และเพื่อให้องค์เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ได้สำแดงอิทธิฤทธิ์เป็นความศักดิ์สิทธิ์น่าเลื่อมใส ก็จะมีการเชิญเจ้าพ่อเจ้าแม่ลงลุยน้ำ ลุยไฟ กันให้เป็นเอกลักษณ์สำคัญ นอกนั้นก็จะมีการจัดงานมหรสพสมโภชต่างๆ ทั้ง โรงงิ้ว โรงทาน คณะสิงโต มังกร ที่ดังๆ มีชื่อเสียง ต่างเข้ามาร่วมสำแดงความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ ช่วยสร้างเสริมบารมีให้กับเจ้าพ่อ เจ้าแม่ ในศาลเจ้า และช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงให้กับคณะแสดงต่างๆ ให้เลื่องชื่อลือกระฉ่อนมากยิ่งๆ ขึ้นไปด้วย เช่นกัน

           พอมีคนเดินทางมาไหว้เจ้า ที่ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวกันมากๆ เลยมีคำถามเกิดขึ้นว่า ทำไมเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวไม่เป็นองค์ประธานในศาลเจ้า แต่กลับเป็นโจวซือกง อริยะสงฆ์ ผู้ศักดิ์สิทธิ์ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ แล้วก็เลยมีคำถามว่า ทำไมในศาลเจ้าจีนจึงมีเจ้าสถิตกันอยู่มากมายนัก นอกจากเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ยังมีเจ้าพ่อกวนอู เจ้าแม่ทับทิม เจ้าแม่กวนอิม พระสังกัจจายน์ จี้กง มี ไฉ่ซิงเอี้ย ตั่วเหล่าเอี๊ย ไท้แปะกิมแช ไท้เสียงเหล่ากุง โป๊ยเซียน ยังมีเจ้าพ่อเขาตก เจ้าแม่เขาสามมุข แล้วยังมีเจ้าในวรรณกรรมอย่าง เจ้าพ่อเห้งเจีย เจ้าพ่อนาจา และอีกหลายหลากมากมาย

          ถึงตรงนี้ก่อนที่จะไปว่ากันเรื่อง เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เราต้องเข้าใจเรื่องระบบศาลเจ้าของจีนที่เป็นสากลเสียก่อน คนจีน คนไทย ไม่ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน วันนี้เรามาลองทำความเข้าใจเรื่องของคนจีน ในวัฒนธรรมไทยกันเสียหน่อย

           ศาลเจ้าจีน ในทั้งสากลโลกนี้แบ่งออกได้เป็น ๓ ประเภทด้วยกันครับ คือ ศาลเจ้าจีนในพุทธศาสนา ศาลเจ้าจีนในศาสนาเต๋า หรือ ลัทธิเต๋า และศาลเจ้าจีนในศาสนาขงจื๊อ เมื่อศาลเจ้าจีนแบ่งออกชัดเจนได้ดังนี้แล้ว เราก็จะมาจำแนกเจ้า ในศาลเจ้าให้เข้าใจกันอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

          อย่างศาลเจ้าจีนในพุทธศาสนา ศาสนาพุทธของจีน เป็นศาสนาพุทธนิกายมหายาน มีพระอรหันต์หลายๆ พระองค์ช่วยกันเผยแผ่พระศาสนา เจ้า ในศาลเจ้าเหล่านี้ก็จะต้องเป็น พระพุทธเจ้า พระยูไล ฮุดโจ้ว บรรดาพระโพธิสัตย์ทั้งหลาย ได้แก่ เจ้าแม่กวนอิม พระสังกัจจายน์ จี้กง ซึ่งเป็นพระอรหันต์ อย่างวัดในต่างประเทศ ในดินแดนห่างไกลโพ้นทะเล ก็อาจจะมีพระอริยะสงฆ์ในพื้นที่นั้นๆ ด้วย เช่น ไต้ฮงกง โจวซือกง อย่างนี้เป็นต้น

          ศาลเจ้าในพระพุทธศาสนาเช่นนี้หลายแห่งในหลายประเทศ ใหญ่โตเสียจนมีสภาพเป็นวัดด้วย อย่างในประเทศจีนที่คนไทยเรารู้จักกันดี เช่น วัดเส้าหลิน และวัดง้อไบ๊ ที่มีหลวงจีนฝึกมวย ฝึกกระบี่นั้นแหละ ส่วนในประเทศไทย ศาลเจ้าประเภทนี้ก็เช่น ศาลเจ้าไต่ฮองกง วัดเล่งเน่ยยี่ หรือวัดมังกรกมลาวาส มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง บ้านเรานั้นแหละ ส่วนร่วมกตัญญู หงี่เต็กตึ๊ง นั้น เป็นศาลเจ้าอีกประเภทหนึ่ง ที่กำลังจะเล่าให้ฟังกันต่อไป

          ศาลเจ้าจีน ประเภทที่สอง ก็คือ ศาลเจ้าจีนในศาสนาเต๋า หรือ ลัทธิเต๋า ศาลเจ้าจีน ประเภทนี้ในเมืองจีน ที่คนไทยเรารู้จักกันดี โดยเฉพาะคอนิยายจีนกำลังภายในก็คือ ศาลเจ้าบู๊ตึ๊ง ที่มีสำนักกระบี่บู๊ตึ๊ง เจ้าของเพลงกระบี่เจ็ดดาวนั้นแหละ เพราะฉะนั้น บู๊ตึ๊ง กับ ง้อไบ๊ หรือ เส้าหลิน จึงต้องสู้กันในหนังกำลังภายในจีน เพราะคนละศาสนา

          ในศาลเจ้าศาสนาเต๋านี้แหละที่จะมี เจ้า เป็นเทพเจ้าต่างๆ หลากหลายสามารถแบ่งสายออกได้เป็น ๗ สายด้วยกันคือ สายแรก เทพเจ้าที่เป็น ดวงดาวบนท้องฟ้า เทพเจ้าเช่นนี้ได้แก่ ฉางเอ๋อ เทวีแห่งพระจันทร์ ไท้แปะกิมแช อาจารย์ใหญ่ เป็นต้น ลำดับที่สอง คือ เทพเจ้าที่เป็น พลังธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ หยิน หยาง นั้นแหละ ลำดับที่สาม คือ เทพเจ้าที่เป็น โอปปาติกะ คือมาจากไหนไม่รู้ อยู่ๆ ก็เกิดขึ้นมาเป็นใหญ่เลย เทวดาจีนชั้นสูงๆ เช่น เง็กเซียนฮ่องเต้ เงี่ยมล่ออ๋อง จะเป็นเช่นนี้ ลำดับที่สี่ เทพเจ้าที่เป็นมนุษย์จริงๆ เช่น เจ้าพ่อกวนอู เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เจ้าแม่เขาสามมุข เจ้าแม่ทับทิม เป็นต้น ลำดับที่ห้า เทพเจ้าที่เป็นนักพรต อย่างพวกเซียนทั้งหลาย เช่น โป้ยเซียน เป็นต้น ลำดับที่หก เทพเจ้าที่มาจากเทพปกรณัม เช่น เทพนิยายเรื่องไซอิ๋ว เรื่องห้องสิน เช่น เจ้าพ่อเห้งเจีย เจ้าพ่อนาจา เทพเจ้าเอ้อหลาง เทพเจ้าหลี่จิ้ง เป็นต้น และสุดท้าย เทพเจ้าที่มาจากตำนานโบราณ เช่น ตำนานการสร้างโลก เทพบิดาผานกู ผู้สร้างโลกและสวรรค์ เทพมารดา หนี่วา ผู้สร้างมนุษย์ และธรรมชาติ เป็นต้น

          และศาลเจ้าประเภทที่สาม เป็นศาลเจ้าในศาสนาขงจื๊อ สำหรับศาลเจ้าชนิดนี้ ไม่มีในประเทศไทยแต่มีอย่างใหญ่โตในสาธาณรัฐประชาชนจีน คนไทยเราเพียงทำเป็นหิ้งบูชาบรรพบุรุษในบ้านเท่านั้น

          ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เป็นระบบ ศาลเจ้าจีนมาตรฐานในสากลโลก แต่สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศห่างไกลโพ้นทะเล ก็จะมีลักษณะเฉพาะ โดยเฉพาะประเทศไทยในภาคใต้ ที่การอพยพเข้ามาของคนจีนมีหลายระลอกจากหลายมณฑล เหตุการณ์สำคัญก็คือช่วงตื่นการทำแร่ในภาคใต้ ที่เริ่มมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์คราวนั้น คนจีนจากหมู่เกาะต่างๆ ในมาเลเซีย อินโดนีเซีย และคนจีนจากหลายมณฑลในจีนแผ่นดินใหญ่ต่างเดินทางเข้ามาตั้งรกรากใหม่ในภาคใต้ จึงเกิดการฝากเทพเจ้าของแต่ละกลุ่มที่เข้ามาอยู่ใหม่ในศาลเจ้าจีนเดิมที่มีอยู่แล้ว ทำให้เกิดความหลากหลายขึ้นในศาลเจ้าจีนภาคใต้ เป็นเหตุการณ์ใหม่ ซึ่งไม่เคยมีมาแต่ก่อน

          ดังนั้น จึงมีวิธีการดูว่า ศาลเจ้าจีน นั้นจะเป็นศาลเจ้าประเภทไหน คือให้ดูที่ เจ้า ที่เป็นองค์ประธานของศาลนั้นเป็นสำคัญว่าเป็น เจ้า องค์ใดในศาสนาไหนนั้นเอง

           ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว มีชื่อเป็นทางการว่า “ศาลเจ้าเล่งจูเกียง” เป็นศาลเจ้าเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของเมืองปัตตานีมาแต่โบราณ มี เจ้า องค์ประธานคือ โจวซือกง ซึ่งเป็นอริยะสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา ตามหลักฐานที่จารึกอยู่ในศาลเจ้า ตั้งขึ้นเมื่อวันชัยมงคล ปีบวนเละ ที่ ๒ ศักราชราชวงศ์หมิง ตรงกับพุทธศักราช ๒๑๑๗ ในรัชสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา

          ตำนาน เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เล่าว่า เจ้าแม่เกิดในตระกูล “ลิ้ม” มีชื่อว่า “กอเหนี่ยว” อยู่ในมณฑลฮกเกี้ยน เป็นน้องสาวของ “ลิ้มเต้าเคียน” หรือ “ลิ้มโต๊ะเคี่ยม” ทั้งสองร่วมเรียนรู้ศิลปะวิทยาการต่างๆ จนแตกฉาน ฝ่ายพี่ชายเมื่อโตขึ้นก็ได้เข้ารับราชการ สร้างผลงานได้รับแต่งตั้งเป็นนายทหารคุมกองเรือ

แต่ต่อมาเกิดมีปัญหาบางประการ ลิ่มโต๊ะเคี่ยมกลับต้องหนีออกไปใช้ชีวิตเร่ร่อนในทะเล เดินทางไปไปยังเกาะต่างๆ ล่องลงมาทางทะเลใต้ จนกระทั่งได้มาตั้งรกรากและได้ภรรยาอยู่ที่เมืองปัตตานี ซึ่ง ณ ที่นี้ ลิ่มโต๊ะเคี่ยม ได้เปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม และมีฐานะดีขึ้น

          ฝ่าย ลิ้มกอเหนี่ยว ผู้เป็นน้องสาว เมื่อเห็นว่าพี่ชายขาดการติดต่อ ไม่ได้ส่งข่าวคราวนานจนมารดาวัยชราล้มป่วย ด้วยความกตัญญูจึงอาสาออกเดินทางไปตามพี่ชายให้กลับบ้าน ก่อนเดินทางได้กล่าวคำสัตย์สาบานว่า “หากตามพี่ชายกลับมาบ้านไม่ได้ ก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่อีกต่อไป”

          แล้วลิ้มกอเหนี่ยว กับญาติก็นำเรือออกทะเลเป็นเวลาหลายเดือน กระทั่งได้ข่าวว่าลิ่มโต๊ะเคี่ยมไปอยู่ที่เมืองปัตตานีจึงติดตามไปถึงเมือง จอดเรือทอดสมอไว้ แล้วลิ้มกอเหนี่ยวจึงขึ้นฝั่งไปเจรจากับพี่ชาย หากแต่ ลิ้มโต๊ะเคี่ยม ยังกลับไม่ได้ด้วยได้รับมอบหมายจากเจ้าเมืองปัตตานีให้สร้างมัสยิด และยังสร้างไม่เสร็จ (หมายถึง มัสยิดกรือเซะ) ลิ้มกอเหนี่ยว จึงพำนักรออยู่ในปัตตานีก่อน และเฝ้าอ้อนวอนให้พี่ชายกลับไปเยี่ยมบ้าน แต่จนแล้วจนรอดพี่ชายก็ไม่ยอมกลับ ในที่สุด ด้วยความโกรธและน้อยใจ ลิ้มกอเหนี่ยว จึงเอ่ยปากสาบแช่ง

          “แม้พี่ชายจะมีความสามารถในการก่อสร้างเพียงใด ขออย่าให้สร้างมัสยิดแห่งนี้สำเร็จ” สาบแช่งดังนั้นแล้วลิ้มกอเหนี่ยวจึงผูกคอตายที่ใต้ต้นมะม่วงหิมพานต์ ที่ข้างมัสยิดนั้นเอง

          ลิ้มโต๊ะเคี่ยม ด้วยความเสียใจจัดการศพตามประเพณีแล้วจึงสร้างฮวงซุ้ยของ ลิ้มกอเหนี่ยวขึ้น ณ ที่ใกล้ๆ นั้น อย่างสมเกียรติ แล้วจึงทำการก่อสร้างมัสยิดต่อไปจนเกือบเสร็จอยู่ในขั้นก่อสร้างโดมหลังคา

          วันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ฟ้าผ่าลงมายังโดมที่กำลังสร้างจนเสียหายหมดทั้งๆ ที่ไม่มีวี่แววพายุฝนแต่อย่างใด จากคราวนั้น ไม่ว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมจะพยายามก่อสร้างมัสยิดขึ้นใหม่ครั้งไร ก็มีเหตุให้ต้องหักพังลงมาทุกครั้ง ทำให้ลิ้มโต๊ะเคี่ยมเกิดความท้อใจ เลิกล้มการก่อสร้างมัสยิด เพราะคิดว่าคำสาบแช่งของน้องสาวมีความศักดิ์สิทธิ์

          เล่ากันว่า ลิ้มกอเหนี่ยว ได้สำแดงความศักดิ์สิทธิ์ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวเรือและผู้สัญจรไปมาในแถบนั้นเสมอ จนเป็นที่เลืองลือไปทั่ว เป็นเหตุให้ประชาชนที่เลื่อมใสศรัทธาได้นำกิ่งต้นมะม่วงหิมพานต์ที่นางใช้ผูกคอตายมาแกะสลักเป็นรูปบูชาไว้สักการะและสร้างศาลให้เป็นที่ประดิษฐานรูปบูชา พร้อมกับขนานนามว่า “ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว”

 

          ปรากฏว่าเมื่อตั้งศาลแล้ว ก็มีผู้คนหลั่งไหลไปกราบไหว้กันมากมาย ใครมีเรื่องเดือดร้อนก็ไปบนบานให้เจ้าแม่ช่วย บ้างก็กราบไหว้ขอให้ทำมาค้าขายเจริญ แล้วก็บังเกิดผลตามความปรารถนา ต่อมา พระจีนคณานุรักษ์ (ตันจูล่าย ต้นสกุล “คณานุรักษ์”) เห็นว่า ศาลเจ้าแม่ตั้งอยู่ที่บ้านกรือเซะ ไม่สะดวกในการประกอบพิธี จึงทำการบูรณะศาล โจวซือกง ในตัวเมืองปัตตานี และได้อัญเชิญองค์เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวมาประดิษฐาน ภายหลังตั้งชื่อว่า “ศาลเจ้าเล่งจูเกียง” (ศาลเทพเจ้าแห่งความเมตตา) แต่ชาวบ้านทั่วไปยังคงเรียกกันติดปากว่า “ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว” มากระทั่งทุกวันนี้

          งานวันสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จัดในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย ตามจันทรคติจีนทุกปี คือหลังจากวันตรุษจีน ๑๕ วัน ตรงกับจันทรคติของไทยราววันเพ็ญ เดือน ๓ พิธีสมโภชจะเริ่มแต่เช้าตรู่ประมาณ ๖ นาฬิกา โดยจะมีการอัญเชิญองค์เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว และองค์ประธานที่เรียกกันว่า พระหมอ โจวซือกง พร้อมด้วยเจ้าอีกหลายองค์ที่ประดิษฐานอยู่ในศาลแห่ไปตามถนนต่างๆ รอบเมือง พร้อมกับมีการเชิดสิงโต แห่ธงทิว คณะดนตรีบรรเลงตลอดทาง

          ขบวนแห่ เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวนี้ จะมีเอกลักษณ์พิเศษ คือ มีการลุยน้ำ ลุยไฟ โดยการแห่ลงลุยน้ำมีทั้งที่เป็นน้ำทะเลและน้ำจืด น้ำทะเลเป็นการแห่ไปลงทะเลด้านปากแม่น้ำปัตตานี แล้วก็แห่แหนเข้ามาในเมืองลงลุยน้ำที่เชิงสะพานเดชานุชิต สะพานข้ามแม่น้ำปัตตานี โดยมีแนวคิดถึงการที่เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาตามหาพี่ชายด้วยความยากลำบาก

          แห่ลงลุยน้ำเรียบร้อยแล้ว จึงมีการแห่องค์พระไปรอบเมืองให้ชาวบ้านร้านตลาดได้บูชา แล้วก็จะย้อนกลับไปทำพิธีลุยไฟที่ลานกว้างหน้าศาลเจ้าในช่วงบ่าย พิธีลุยไฟที่ศาลจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวนี้ สร้างความตื่นเต้นน่าสนใจแก่ผู้ชมมากจนกระทั่งกลายเป็นจุดเด่นทางการท่องเที่ยว มีคนเฝ้ารอชม มีการขายทัวร์มาชมกันเป็นเรื่องเป็นราว ทางศาลเจ้าจึงได้จัดสร้างอัฒจันทร์ขนาดใหญ่ไว้ให้ได้ชมกันอย่างทั่วถึง

          ส่วนในภาคกลางคืน ในวันนี้ งานศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ถือได้ว่าเป็นเวทีสุดยอดการแสดงการเชิดสิงโต โดยผู้แสดงต้องใช้ความสามารถสูง อย่างสิงโตขึ้นเสาดอกเหมย เท่านั้นยังไม่พอ กรรมการศาลเจ้าวันนี้ ยังได้เชิญคณะเชิดที่สำคัญๆ ของภูมิภาค และสาธารณรัฐประชาชนจีน มาร่วมประชันฝีมือให้ผู้ชมได้ชมกันทุกปี จนอาจจะกล่าวได้ว่าการแสดงเชิดสิงโต ณ ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวแห่งนี้ในแต่ละปี ก็คือการชิงแชมป์เชิดสิงโตในประเทศไทยอย่างไม่เป็นทางการไปแล้วก็ว่าได้

          และทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวของความเชื่อ ความศรัทธา ของชาวปัตตานีและภูมิภาคใกล้เคียงที่มีต่อเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว หากที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญของการกราบไหว้ การอธิษฐานขอพรให้สมดั่งประสงค์ ก็ล้วนต้องตั้งอยู่ในหลักแห่งคุณธรรมและการทำความดี ดังเช่นหลักคำสอนในทุกศาสนาที่มีมายาวนานนับพันปี 

 

เรื่อง : วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์
ภาพ : อภินันท์ บัวหภักดี

Hits: 941