ดนตรีปีใหม่ ชาวไทยภูเขา ลีซู

ดนตรีปีใหม่ ชาวไทยภูเขา ลีซู

ประเทศไทย นอกจากจะประกอบด้วยชาวไทย และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์และมีความสุขสมบูรณ์ บนพื้นที่สูงของภาคเหนือซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ตะเข็บชายแดน

 ดนตรีปีใหม่ ชาวไทยภูเขา ลีซู

 

          ประเทศไทย นอกจากจะประกอบด้วยชาวไทย และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์และมีความสุขสมบูรณ์ บนพื้นที่สูงของภาคเหนือซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ตะเข็บชายแดน อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารของแม่น้ำสายสำคัญต่างๆ ยังมีชาวชาติพันธุ์ภูเขา หรือ ชาวไทยภูเขา อาศัยอยู่ร่วมกันอีกหลากหลายเผ่าพันธุ์ ผู้สันทัดกรณีแบ่งชาวชาติพันธุ์ภูเขาไทยออกเป็นสามกลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรก คือกลุ่ม ชาติพันธุ์ใหญ่ คือ ชาวชาติพันธุ์ภูเขาไทยกลุ่มที่มีจำนวนประชากรมากอพยพเข้ามาอยู่ในแผ่นดินไทยยาวนานนับร้อยปี มีอยู่ด้วยกัน ชาติพันธุ์ ภาษาอังกฤษเขียนว่า The sixth major of hill tribes of Thailand ได้แก่ ชาวม้ง (แม้ว) ชาวเมี่ยน (เย้า) ชาวอาข่า (อีก้อ) ชาวลาฮู (มูเซอ) ชาวกะเหรี่ยง (ปกากะญอ) และชาวลีซู (ลีซอ) และกลุ่มที่สอง เป็นชาวชาติพันธุ์ภูเขาที่แม้จะมีการตั้งถิ่นฐานมาแล้วนานนับร้อยปี แต่ก็มีจำนวนน้อยเป็นกลุ่มย่อยที่มีอีกมากมายหลากหลายกลุ่ม อันประกอบด้วย ชาวปะโอ หรือ ตองสู่ ชาวละว้า หรือละเวือะ (เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน) ชาวลัวะ(น่าน) ชาวบีซู ชาวขมุ ชาวถิ่น ชาวมลาบรี หรือ ชาวตองเหลือง เป็นต้น และกลุ่มที่สาม อันเป็นชาวไทยภูเขา กลุ่มซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างเป็นพิเศษ เพิ่งจะมีการอพยพโยกย้ายเข้ามาอยู่ในแผ่นดินไทย เพียงในแผ่นดินรัชกาลที่ นี้เท่านั้น อันได้แก่ ชาวดาระอั้ง และชาวคะฉิ่น

 

 

 

ชาวลีซู ประวัติและการตั้งถิ่นฐาน

 

          ชาวลีซู (Lisu) หรือ ลีซอ ก็เป็นชาวชาติพันธุ์ไทยภูเขา หนึ่งในกลุ่มใหญ่ ชาติพันธุ์ คำว่า ลีซู หมายถึง ชนผู้ใฝ่รู้ มีความหมายมาจากรากศัพท์ คำ คือคำว่าลีมาจากคำว่าอิ๊หลี่ ซึ่งหมายถึง จารีตประเพณี วัฒนธรรม และวิถีปฏิบัติแห่งชีวิต ส่วนคำที่สอง คือคำว่าซูมีความหมายว่า การศึกษา หรือเรียนรู้ จากข้ออ้างอิงของนักเขียนแนวชาติพันธุ์วรรณา ชาวอเมริกา ชื่อ ISABEL KHUN เขียนไว้ว่า ชาวลีซู ชอบชีวิตอิสระ ชอบร้องรำทำเพลง ขยันทำมาหากินอยู่บนพื้นที่ภูเขาสูง

 

          ชาวลีซู มีดนตรีของชาวลีซู เป็นดนตรีพิเศษที่มีความเป็นมายาวนาน มีความไพเราะลึกซึ้ง ซึ่งได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ในปี .. ๒๕๕๓ นับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวชาติพันธุ์ภูเขาแรกๆ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน ซึ่งจริงๆ แล้ว ชาวไทยภูเขายังมีมรดกภูมิปัญญาทาวัฒนธรรมอีกหลากหลายที่มีความเหมาะสม เช่น มรดกวัฒนธรรมด้านเสื้อผ้าพัสตราภรณ์ มรดกการละเล่นทางวัฒนธรรมของชาวอาข่า หรือดนตรีของชาวลาฮู เป็นต้น

 

          ในประเทศไทยไม่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในเรื่องที่มาของชาวลีซู แต่ความเชื่อที่เล่าขานสืบทอดกันต่อมา เทียบเคียงกับเรื่องราวของชาวลีซูในประเทศต่างๆ เชื่อว่า ชาวลีซู เริ่มแรกมีถิ่นอาศัยบริเวณที่ราบสูงทางตะวันออกของธิเบต ผู้เชี่ยวชาญด้านลีซูได้กล่าวไว้ว่า ชนชาติลีซูดั้งเดิมมีมากว่า ,๐๐๐ ปี ได้อพยพลงตามลำน้ำหยาหลง จนลงมาถึงต้นน้ำ แม่น้ำแยงซี ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างมณฑลยูนนาน และมณฑลเสฉวน แล้วจึงค่อยพากันย้ายถิ่นฐานมาตามเทือกเขาต่างๆ และสายน้ำใหญ่ คือ หยาหลง แยงซี แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำกก แม่น้ำอิรวดี และแม่น้ำพรหมบุตร อันเป็นเจ็ดสายน้ำเก้าขุนเขาซึ่งชาวลีซู

 

เคยมีชุมชนใหญ่ในหลายๆ พื้นที่ เช่น ที่หย่งเซิง ทางตะวันออกของ แม่น้ำแยงซี ระหว่างเมืองลี่เจียงกับเมืองหย่งเซิง จะมีที่ราบแห่งหนึ่ง ซึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังเรียกว่า ลีซูเถี่ยนซึ่งมีความหมายว่าทุ่งนาของชาวลีซู

 

          นักวิชาการชื่อ ซื๋อฟู่เซียง ลีซูคนแรกที่จบมหาวิยาลัยยูนนาน ได้ทำการค้นคว้าประวัติศาสตร์ลีซู งานของเขากล่าวว่า ชาวลีซูมีตัวตนอยู่ในมณฑลยูนนานเป็นชุมชนใหญ่ มีความเจริญรุ่งเรือง ทำการค้าขายในเขตภูเขา หาสมุนไพร และหนังสัตว์ มีฝีมืออย่างยิ่งในการใช้หน้าไม้ล่าสัตว์ และมีความรู้ทางด้านยาจากพืช ลีซูอยู่กันหนาแน่น ในลุ่มน้ำสาละวิน คือ นู่เจียง และที่ราบเปาซานเถิ่งชง เป็นเวลาหลายพันปี ต่อมาจึงมีการตั้งถิ่นฐานที่ ไท้ผิ่ง หยิ่งเจียงเมื่อประมาณพันปีที่ผ่านมา ต่อมาก็มีการอพยพลงใต้เข้ามาในโมเม็ก และโมโกก และ แคว้นฉานของชาวไทใหญ่ และได้เริ่มทยอยเข้าสู่ดินแดนสยามในราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ สุดท้ายลีซูก็ข้ามแม่น้ำกกเข้ามาอยู่ในประเทศไทยอย่างถาวรในคริสต์ศตวรรษ ที่ ๒๐

 

          จากหลักฐานและคำบอกเล่าจากผู้เฒ่าชาวลีซูในประเทศไทย ชาวลีซู มาตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนครั้งแรกอยู่ที่บ้านห้วยส้าน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เมื่อปี ๒๔๕๑ ในปัจจุบันชาวลีซูกระจายกันตั้งบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่ จังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก พะเยา ลำปาง สุโขทัย เพชรบูรณ์ และกำแพงเพชร ปัจจุบันมีชาวลีซูที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย จำนวนประมาณ ๗๐,๐๐๐ คน

 

 

 

ระบบครอบครัวและเครือญาติ

 

          ครอบครัวของชาวลีซู จะถือการสืบสายโลหิต ทางฝ่ายบิดาเป็นสำคัญ เมื่อบุตรชายคนโตแต่งงานต้องนำภรรยาเข้ามาอยู่บ้านบิดามารดาของตน เพราะถือว่าบุตรชายเป็นผู้ได้รับมรดกสืบแซ่สกุลและบุตรชายคนโตเป็นใหญ่ในบรรดาพี่น้องตระกูลที่มีอยู่ในไทย ได้แก่ ต๊ะหมิ (ตามี่หรือแสนมี่) หย่าจา (แซ่ย่าง) หลี่จา (แซ่ลี้) นุหลี่ (แซ่ลี้) ซญ่อหมิ (แซ่มี่) โอชือ (แมวป่า) จูจา (แซ่จู) จญาจา (สินจ้าง) งั่วผ่า (เลายี่ปา) หว่าจา (แสนว่าง) ซือผ่า ตงจา (สีตอน)

 

          วัฒนธรรมที่สวยงามอย่างหนึ่ง ของลีซูคือไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะนับญาติกัน แม้ว่าจะมีตระกูลคนละอย่างคนละแซ่แต่ก็จะเกี่ยวโยง ด้านแม่ ด้านยาย ด้านทวด จะมีการสืบสาวหาต้นตระกูลจนเจอความเกี่ยวดองกัน และคนลีซูจะไม่นิยม เรียกชื่อเฉยๆ จะต้องเรียกตามศักดิ์ พี่ น้า อา ลุง บางที คนอายุน้อย อาจมีศักดิ์เป็นปู่ก็ได้ คนลีซูจะรู้สึกเสียหน้าถ้าเรียกไม่ถูกต้อง หรือจัดลำดับไม่ถูก ลูกสะใภ้จะไม่นั่งกินข้าวกับพ่อสามี หรือ พี่ชายสามี จะรอให้ผู้ชายกินข้าวเสร็จก่อน แล้วค่อยกินหรือไม่ก็กินแยกโต๊ะ หรือแม้แต่การนั่งคุยกันในที่สาธารณะหรือไปไร่ไปสวน ต้องไปกับสามีหรือแม่สามีร่วมด้วย ซึ่งถือเป็นจารีตประเพณีที่งดงามในด้านการวางตัวของลูกสะใภ้

 

 

 

โครงสร้างการปกครองและสังคม

          ในอดีตโครงสร้างการปกครองที่ไม่เป็นทางการมีบทบาทสำคัญมากในชุมชน เช่น มือหมือผะ (ผู้นำด้านพิธีกรรม) ทำหน้าที่ด้านพิธีกรรม หนี่ผะ(หมอผี) ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างโลกมนุษย์กับโลกของวิญญาณ โชโหม่วโชตี (ผู้อาวุโส) บุคคลที่มีอายุ และเป็นที่เคารพนับถือของชุมชน ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาในกิจกรรมหรือข้อพิพาทต่างๆ ของชุมชน

          ในปัจจุบัน ชาวลีซูอยู่ภายใต้โครงสร้างการปกครองของรัฐไทย เช่น ชุมชนทั่วไป มีผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. แต่ในโบราณนั้น คำเรียกผู้ใหญ่บ้าน คือ ฮ่วาทูผ่า ถ้าแปลตรงตัว คือ ผู้ดักสัตว์ น่าจะมาจากผู้ที่เป็นผู้นำในการล่าสัตว์สามารถหาเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้านได้ หรือป้องกันหมู่บ้านจากสัตว์ร้ายได้

          ประชากรส่วนใหญ่ของลีซูนับถือศาสนาลีซูดั้งเดิม (Animism) ปัจจุบันมีกิจกรรมวัฒนธรรม และพิธีกรรมตามความเชื่อแบบดั้งเดิมปฏิบัติกันอยู่ เช่น เทศกาลปีใหม่

งานบูรณะอาปาโหม่ฮี หลี่ฮีฉัว (บูรณะหลุมฝังศพ) และพิธีทำบุญเรียกขวัญ เป็นต้น นอกจากตัวอย่างพิธีกรรมต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้วยังมีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อย่างบ่อน้ำ และพืชผักต่างๆ อีกด้วย

 

การทำมาหากิน และวิถีการผลิตพื้นบ้าน

          อาชีพที่สำคัญของชาวลีซูคือ การทำไร่ข้าว ซึ่งในไร่ข้าว จะมีพริก ทานตะวัน ถั่ว แตง บวบ ฟัก ฟักทองและผักต่างๆ การทำไร่ข้าวเพียงเพื่อบริโภคภายในครอบครัวตลอดปีมากกว่าขายเป็นสินค้า การทำไร่ข้าวโพดมีความสำคัญรองจากการทำไร่ข้าว ข้าวโพดที่ผลิตได้นำไปเลี้ยงสัตว์ และบางส่วนนำมาหมักต้มกลั่นเป็นสุราข้าวโพด เพื่อดื่มในระหว่างงานพิธีฉลองปีใหม่ หรืองานพิธีอื่นภายในครัวเรือนและหมู่บ้าน ส่วนพืชผักอื่นๆ ก็ปลูกแต่เพียงพอสำหรับบริโภคในครอบครัวเท่านั้น นอกจากนี้แล้วชาวลีซูยังเลี้ยงสัตว์ต่างๆ เช่น ไก่ หมู แพะ แกะ ม้าอีกด้วยโดยเฉพาะหมูและไก่นั้นเป็นสัตว์เลี้ยงที่จะขาด

เสียมิได้ ทุกหลังคาเรือนจะเลี้ยงสัตว์ทั้งสองชนิดนี้เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ตามประเพณีของเผ่าชาวลีซูมีสำนวนว่า ลำบากไม่กลัว แต่กลัวอดอยาก ลีซูจะขยันทำมาหากิน ลีซูชอบทำอาหารเก็บไว้ให้มีกินตลอดปี เช่น การทำผักกาดดอง เนื้อหมักดอง ผักกาดดองตากแห้ง หน่อไม้ดอง เป็นต้น

มรดกวัฒนธรรมล้ำเลิศ

          มรดกทางวัฒนธรรมลีซู มีอยู่หลากหลายสิ่ง อาทิ ภาษาพูด อาหาร การแต่งกาย นิยายพื้นบ้าน แต่ก็นับว่าเสมอกับชาติพันธุ์ภูเขาอื่นๆ แต่ที่โดดเด่นจนได้รับการขึ้นบัญชีมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ คือ ดนตรีของลีซู  ซึ่งจะมีความผูกพันกับงานประเพณีปีใหม่ (กัวเชียะ) การเต้นปีใหม่ของชาวลีซู และการเต้นในโอกาสอื่นๆ เช่น ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ดำหัวผู้ใหญ่บ้าน ดำหัวสถานที่ราชการที่ให้การช่วยเหลือดูแลชุมชน เพื่อเป็นการตอบแทนความดีมีน้ำใจต่อชุมชนและเต้นกันในงานบุญใหญ่  เช่น  ทำบุญศาลา  แต่งงานใหญ่ กินข้าวใหม่  เป็นต้น  

          ในการเต้นทุกครั้ง จะมีการล้มหมูหรือล้มวัวเพื่อมาประกอบอาหารเลี้ยงผู้มาร่วมงาน ลักษณะการเต้นจะมีนักดนตรีเป็นผู้กำหนดจังหวะดนตรี ส่วนชาวบ้านที่มาร่วมเต้นจะจับมือกันเป็นวงกลมแล้วเต้นกันไปตามจังหวะเพลงโดยมีการร้องเพลงร่วมกันเป็นบทเพลงสั้นๆ ที่สร้างความสนุกสนาน

          เพลงร้องของลีซู (โมะกั่วกัวตั๋ว) ในอดีตเป็นเพลงร้องที่ใช้ในโอกาสต่างๆ เช่น การทำพิธีกรรม และกิจกรรมต่างๆ แต่ในปัจจุบันจะได้ยินเฉพาะในช่วงงานปีใหม่ลีซู ซึ่งตรงกับช่วงตรุษจีน เพลงร้องโมะกั่วกัวตั๋ว เป็นเพลงที่ต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบในการคิดเนื้อร้องเพื่อร้องโต้ตอบกัน โดยมากจะเป็นฝ่ายชายสอนฝ่ายหญิงร้อง และจะยึดทำนองเดิมไปตลอด เช่นเดียวกับเพลงไทยพื้นเมืองประเภทร้อยเนื้อทำนองเดียว

          ซือบือ เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย ด้วยเสียงที่ดังกังวานของเครื่องดนตรี ประกอบกับสำเนียงของบทเพลงที่ไพเราะ มีเทคนิคการสะบัดสาย และเลื่อนเสียง รวมทั้งท่าทางการบรรเลงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงทำให้ซือบือเป็นเครื่องดนตรีที่สำคัญของชาวลีซู ที่บ่งบอกความเป็นลีซูอย่างแท้จริง และเป็นสิ่งที่คนลีซูมีความภาคภูมิใจ

            เครื่องดนตรีฝู่หลู เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่า ลิ้นอิสระ แบ่งออกเป็น ประเภท ได้แก่ ปาลิฝู่หลู (ฝู่หลูขนาดเล็ก) ฝู่หลูแลแล (ฝู่หลูขนาดกลาง) และฝู่หลูนาอุ (ฝู่หลูขนาดใหญ่) เครื่องดนตรีหยี่ลุ เป็นเครื่องดนตรีประเภทขลุ่ยตรง มีทั้งแบบเป่าปลาย และเป่าข้าง บทเพลงที่บรรเลงมีไม่มาก ยังพอมีให้พบเห็นโดยทั่วไป แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมในกลุ่มเยาวชน ปัจจุบันมีการดัดแปลงเอาขลุ่ยหยี่ลุมาบรรเลงบทเพลงพื้นเมืองบ้าง หรือเป่าเล่นเพื่อความสนุกสนาน การทำขลุ่ยหยี่ลุใช้กรรมวิธีไม่ซับซ้อน แต่บทเพลงนั้นกำลังสูญหาย 

Hits: 381