พิพิธภัณฑ์สิรินธร ( พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ ภูกุ้มข้าว )

พิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยเริ่มต้นจากการสะสมและจัดแสดงทั้งวัตถุซึ่งประดิษฐ์โดยมนุษย์ (artifact) และสิ่งของที่เป็นตัวอย่างธรรมชาติ (natural specimen) อันเป็นพื้นฐานสองประเภทหลักของพิพิธภัณฑ์ในโลกตะวันตก ซึ่งเป็นที่มาของการกำหนดประเภทพิพิธภัณฑ์ไว้กว้าง ๆ เป็นสองประเภท คือด้านศิลปวัฒนธรรม และธรรมชาติวิทยา  แต่ดูเหมือนว่าแนวทางของงานพิพิธภัณฑ์ที่ไทยเลือกที่จะพัฒนาในเวลาต่อมา คือการให้ความสำคัญแก่พิพิธภัณฑ์ที่สะสมและจัดแสดงข้าวของประเภทศิลปะและหลักฐานโบราณคดี โดยมีกรมศิลปากรเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบสำคัญ และเป็นต้นแบบให้เกิดพิพิธภัณฑ์ในแนวทางเดียวกันตามมาอีกเป็นจำนวนมาก  ส่วนพิพิธภัณฑ์ทางธรรมชาติวิทยาซึ่งเก็บรวบรวมและนำเสนอสิ่งของจากธรรมชาติ เช่น หินและแร่ประเภทต่าง ๆ  ตัวอย่างสัตว์และพืช ซึ่งเคยมีอยู่ตั้งแต่ระยะก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยกลับมิได้มีการพัฒนาหรือขยายจำนวนควบคู่ไปกับพิพิธภัณฑ์ด้านวัฒนธรรมแต่อย่างใด 

 

            พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาจึงดูเหมือนเป็นสิ่งที่ถูกลืมไประหว่างเส้นทางการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ในสังคมไทยที่ยาวนานมากว่าศตวรรษ

การพัฒนาพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาในประเทศไทยได้เริ่มกลับมาเป็นที่สนใจอย่างจริงจังเพียงเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ จากการพบซากไดโนเสาร์ในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ โดยเฉพาะในภาคอีสาน อันนำไปสู่การจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ศึกษาค้นคว้าซากบรรพชีวินของกรมทรัพยากรธรณีขึ้น ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ในหลายพื้นที่ที่มีการค้นพบหลักฐานการอยู่อาศัยของสัตว์โลกดึกดำบรรพ์อายุกว่าร้อยล้านปีชนิดนี้

พิพิธภัณฑ์สิรินธร อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ “พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว”  เพราะตั้งอยู่บริเวณภูกุ้มข้าวซึ่งเป็นแหล่งที่พบซากกระดูกไดโนเสาร์ที่เก็บรักษาไว้โดยพระครูวิจิตรสหัสคุณ เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน และต่อมาได้ค้นพบแหล่งฟอสซิลไดโนเสาร์กินพืชชนิดใหม่ที่มีความสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทยในบริเวณเดียวกัน ตามนิมิตของท่านเจ้าอาวาส  กรมทรัพยากรธรณีจึงเข้าไปดำเนินการขุดค้นและสร้างอาคารคลุมซากฟอสซิลไดโนเสาร์ที่ค้นพบ เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม จากนั้นจึงได้จัดตั้งศูนย์วิจัยไดโนเสาร์ขึ้นที่ภูกุ้มข้าวตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ เพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติงานศึกษาวิจัยอนุรักษ์เก็บรวบรวมตัวอย่างอ้างอิงซากไดโนเสาร์และสัตว์ร่วมสมัย โดยทีมนักวิชาการชาวไทยจากกรมทรัพยากรธรณีที่มีเครือข่ายความร่วมมือกับนักวิชาการต่างประเทศในสาขาที่เกี่ยวข้อง มาทำการศึกษาวิจัยหลักฐานเกี่ยวกับไดโนเสาร์และสัตว์ดึกดำบรรพ์ในประเทศไทย  นำไปสู่การค้นพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่ ๆ และได้เผยแพร่ผลงานการวิจัยในวงวิชาการระดับนานาชาติ  ทำให้ชื่อประเทศไทยไปปรากฏอยู่ในเครือข่ายวงวิชาการศึกษาไดโนเสาร์ของโลก

 

หลังจากเปิดอาคารหลุมขุดค้นไดโนเสาร์ในรูปแบบพิพิธภัณฑสถาน ณ แหล่งขุดค้น (site museum)  ที่บริเวณวัดสักกะวันมาเป็นเวลากว่าสิบปี โดยได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมจำนวนมาก ต่อมา กรมทรัพยากรณีจึงจัดสร้างพิพิธภัณฑ์สิรินธรขึ้นที่เชิงภูกุ้มข้าว เพื่อเป็นพื้นที่นำเสนอความรู้ทางธรณีวิทยาและช่วงเวลาของการกำเนิดของสิ่งมีชีวิต โดยมีเรื่องราวของไดโนเสาร์เป็นจุดเด่น และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันอังคารที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๑

ด้วยเทคนิคการจัดแสดงที่ใช้สื่อสมัยใหม่ในการนำเสนอเรื่องราว ประกอบกับหุ่นจำลองไดโนเสาร์ที่สั่งทำจากต่างประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนและคุณภาพที่เป็นมาตรฐานเช่นเดียวกับหุ่นจำลองไดโนเสาร์ในพิพิธภัณฑ์สำคัญทั่วโลก  ทำให้พิพิธภัณฑ์สิรินธรดึงดูดผู้เข้าชมกลุ่มต่าง ๆ ที่สนใจใฝ่รู้เกี่ยวกับไดโนเสาร์และซากบรรพชีวินต่าง ๆ ปีละกว่า ๓ แสนคน  ถือเป็นสถิติการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่มากกว่าพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่อื่นๆ  

เด็กๆ คือเป็นผู้ชมกลุ่มหลักของพิพิธภัณฑ์สิรินธร  ความสนใจในไดโนเสาร์ของพวกเขามาจากการชมภาพยนตร์ สารคดี การ์ตูน และสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับไดโนเสาร์ที่มีอยู่มากมาย  น่าทึ่งว่าเด็ก ๆ หลายคนสามารถจดจำชื่อยาวๆ เรียกยาก ๆ ของไดโนเสาร์สายพันธุ์ต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ

            พิพิธภัณฑ์สิรินธรในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์วิจัยฟอสซิลไดโนเสาร์และสัตว์ร่วมสมัยได้ถูกออกแบบให้ผู้ชมสามารถมองผ่านบานกระจกขนาดใหญ่เข้าไปเห็นห้องปฏิบัติการของนักธรณีวิทยาที่ทำการศึกษาวิจัยฟอสซิลต่าง ๆ ได้ 

            ถัดจากห้องปฏิบัติการ คือคลังวัตถุที่ออกแบบให้มีขนาดใหญ่เพื่อรองรับการเพิ่มจำนวนของตัวอย่างฟอสซิลที่จะค้นพบในอนาคต และคำนึงถึงความปลอดภัยของวัตถุเป็นสำคัญ  ห้องคลังฟอสซิลของพิพิธภัณฑ์สิรินธรถือได้ว่าเป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยไดโนเสาร์และสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก มีนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ  เดินทางมาร่วมศึกษาค้นคว้ากับทีมนักวิชาการของไทยอย่างต่อเนื่อง

 

            นอกเหนือการนำเสนอความรู้ในรูปแบบนิทรรศการแล้ว  พิพิธภัณฑ์สิรินธรยังมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่สำคัญซึ่งดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง คือค่ายอบรมความรู้ด้านซากดึกดำบรรพ์และธรณีวิทยา เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แก่นักเรียน เยาวชน และผู้สนใจทั่วไป รวมถึงมีการจัดนิทรรศการเคลื่อนที่ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ  โดยมีหุ่นจำลองไดโนเสาร์ที่จัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะสำหรับนิทรรศการนอกสถานที่  สร้างความสนใจให้แก่ผู้ชมในที่ต่าง ๆ เป็นอย่างมาก

            แม้ว่าศาสตร์การศึกษาฟอสซิลสิ่งมีชีวิตยุคโบราณจะได้รับการวางรากฐานขึ้นใหม่ในประเทศไทยภายในเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ อีกทั้งยังมีนักวิชาการเฉพาะด้านจำนวนไม่มากนัก  แต่ก็ได้ช่วยพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตโบราณที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเมื่อกว่าร้อยล้านปีก่อนให้เป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้นอย่างมาก โดยการสื่อสารผ่านการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ และการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความรู้รูปแบบต่าง ๆ  ทั้งยังถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยากลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งบนถนนสายพิพิธภัณฑ์ไทยที่กำลังเติบโตแตกกิ่งก้านสาขาไปสู่ความหลากหลายมากขึ้น

       

เรื่อง : ประภัสสร โพธิ์ศรีทอง
ภาพ : บุญกิจ สุทธิญาณานนท์ ประเวช ตันตราภิรมย์
 

Hits: 107