ชีวิตของ “บ้าน” อีสานที่สารคาม

         หากมีโอกาสเดินทางมาถึงจังหวัดมหาสารคาม แวะมาสักการะบูชาพระธาตุนาดูนแล้ว ผู้ที่สนใจเรียนรู้วิถีชีวิตดั้งเดิมของคนอีสานน่าจะหาโอกาสเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์มีชีวิตบ้านอีสาน สถาบันวลัยรุกขเวช ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณใกล้กับพระธาตุนาดูนด้วย  พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้สาธารณชนเข้าชมตั้งแต่ปลายทศวรรษ ๒๕๓๐ เพื่อให้เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลอนุรักษ์และจัดแสดงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ สภาพสังคม และวัฒนธรรมของชาวอีสาน แสดงความสัมพันธ์ระหว่างการวิจัยและการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับพันธุ์ไม้ สัตว์ และระบบนิเวศ รวมทั้งภูมิปัญญาในการใช้ประโยชน์จากป่าในวิถีชีวิตของชาวอีสาน การเยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์บ้านอีสานจึงถือเป็นโอกาสที่จะได้เยี่ยมชมเรือนแบบดั้งเดิมที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน และรับรู้ถึงความเป็นมาของครอบครัวอีสาน ก่อนการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมสมัยใหม่  

         ในบริเวณพิพิธภัณฑ์ มีเรือนอีสานและสิ่งปลูกสร้างสำคัญๆ ในชีวิตคนอีสาน จำนวน ๑๖ จุด เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นทั้งความเป็นอยู่ การทำกิน และสภาพแวดล้อม ได้แก่ เรือนชาวนา เรือนประมง เรือนหมอยา เรือนผ้าทอ เรือนดนตรี เรือนสมเด็จพระเทพฯ โรงเกวียน และตูบเหย้า โดยในเรือนแต่ละหลังพยายามแสดงให้เห็นการดำเนินชีวิตด้วยข้าวของเครื่องใช้ของชาวบ้าน ให้เหมาะสมตามสภาพที่เคยดำเนินอยู่ ดังเช่น เรือนทอผ้า เป็นการจัดแสดงหุ่นสาธิตการสาวไหม พร้อมแสดงวิธีการสาวไหม อุปกรณ์ในการเลี้ยงหนอนไหม การปั่นฝ้ายและการย้อมสีเส้นด้ายสำหรับงานทอมือ รวมทั้งป้ายนิทรรศการให้คำอธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนต่างๆ ในการผลิตผ้าทอมือ การจัดแสดงหุ่นสาธิตและอุปกรณ์ดังกล่าวยังสะท้อนรูปแบบการใช้พื้นที่ใต้ถุนเรือนในวิถีชีวิตของชาวอีสานได้เป็นอย่างดี

เล้าข้าวและตูบต่อเล้า แสดงให้เห็นความสำคัญของข้าวและวัฒนธรรมข้าวของคนอีสาน ภายในบริเวณเล้า นอกจากเล้าข้าวหลัก ที่เป็นเรือนสี่เหลี่ยม ทำด้วยไม้เนื้อแข็งอยู่ตรงกลางแล้ว ปีกด้านหนึ่ง (ทางซ้ายมือของภาพ) แสดงให้เห็นครกตำข้าวที่อาศัยการเหยียบไม้คานเพื่อกะเทาะข้าวเปลือกสำหรับหุง และปีกอีกด้านหนึ่ง (ทางขวามือของภาพ) เป็นตูบต่อเล้า นั่นหมายถึงเมื่อลูกสาวแต่งงานและนำเขยเข้าบ้าน บริเวณนี้จะเป็นที่พักอาศัยชั่วคราวของคู่สามีภรรยาที่แต่งงานใหม่

 

ครัวเรือนและชีวิตของบ้าน

         ชีวิตของคนอีสานในอดีตสัมพันธ์กับการหาอยู่หากินในสังคมกสิกรรมที่มีแรงงานในครัวเรือนเป็นสำคัญ สำหรับการเพาะปลูกข้าว การประมงพื้นบ้าน และการผลิตของใช้เสื้อผ้าในครัวเรือนที่มาจากวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น  ด้วยเหตุนี้ ครัวเรือนจึงมีความสำคัญ เรือนที่สำคัญๆ ในชีวิตคนอีสานในอดีตมีสามลักษณะ ได้แก่ เรือนใหญ่ เหย้าและตูบต่อเล้า และเถียงนา

         “เรือนใหญ่มีสามห้อง ห้องหนึ่งเป็นห้องของผี ห้องเปิง ห้องกลางเป็นห้องพ่อแม่ แล้วอีกฟากตรงข้าม ห้องส้วม/ส่วม เป็นห้องลูกสาวลูกเขย  เมื่อลูกสาวแต่งงานให้อยู่ตรงนี้  หากลูกสาวอีกคนแต่งงาน คนนี้ต้องออกไป ตามแต่ความพร้อม จะสร้างตูบเหย้าก่อน หรือหากยังไม่พร้อม เรียกว่าตูบต่อเล้า หรือ ตูบต่อเล้าข้าว อยู่ในบริเวณของพ่อแม่นี่แหละ แต่มีบ้างคนที่พร้อมมากก็ไปสร้างเหย้าเลย ไม่จำเป็นต้องสร้างตามลำดับ คนที่ทำสองอย่าง ตูบต่อเล้ากับตูบเหย้า วันหนึ่งเขยิบมาสร้างเหย้า หรือถ้าพร้อม รอเวลาอีกนิดหนึ่ง ก็อาจสร้างเป็นเรือนใหญ่ ก็จะเป็นเรือนที่สมบูรณ์

         ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สมชาย นิลอาธิ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน สถาบันวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อธิบายให้ฟัง  สรุปได้ว่าลักษณะครัวเรือนชาวอีสานแต่เดิมจะหมุนเวียนเป็นวงจรไปเรื่อยๆ  คู่แต่งงานใหม่จะแยกออกจากครอบครัวต้น มาสร้างครอบครัวเดี่ยว  เมื่อครอบครัวเดี่ยวเติบโตมีลูกหลาน ก็จะกลายเป็นครอบครัวต้นอีกครั้งหนึ่ง

แผนภาพแสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของครัวเรือน ที่มีเรือนใหญ่ที่มีครอบครัวต้น ประกอบด้วยคนสองชั่วอายุคนหรือมากกว่านั้น เมื่อจำนวนสมาชิกในครัวเรือนมากขึ้น ครอบครัวบางส่วนจะขยับขยาย เพื่อสร้างเหย้า ตูบเหย้า เป็นที่พำนักชั่วคราว ก่อนที่จะพัฒนาหน่วยของครอบครัวให้เป็นครอบครัวต้น เมื่อมีลูกหลานเพิ่มขึ้นในครอบครัวที่แยกจากครอบครัวต้นในรุ่นพ่อแม่

         “เอาเขยมาเลี้ยงพ่อเฒ่าแม่เฒ่า         ปานได้ข้าวมาใส่เล้าใส่เยีย

         เอาลูกใภ้มาเลี้ยงปู่เลี้ยงย่า               ปานไดผีห่ามาใส่เฮือนใส่ชาน” 

         ภาษิตที่ยกตัวอย่างมานี้แสดงให้เห็นประเพณีนิยมการเอาเขยเข้าบ้าน เพื่อเป็นแรงงานในการเพิ่มผลิตผลทางการเกษตร รวมทั้งการรักษาความเหมาะสมระหว่างเรือนที่พักกับประเพณีการอยู่อาศัย หรือข้อห้ามของเขยในการอยู่ร่วมเรือนกับพ่อตาแม่ยาย ที่ห้ามล้วงล้ำขึ้นเปิงโดยเด็ดขาด เพราะถือว่าเป็นการล่วงละเมิดพ่อตา ผู้เป็นเจ้าของเรือนและในฐานะที่เป็นผู้นำครอบครัว  การควบคุมเรื่องของเปิงนี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่เป็นเขยต้องมีความเคารพครอบครัวของภรรยา และส่งผลให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในครอบครัว

         ชีวิตทุกวันนี้ของคนอีสานเปลี่ยนแปลงจากในอดีตด้วยปัจจัยหลายประการ  สังคมหมู่บ้านไม่ได้พึ่งพิงการเกษตรกรรมแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  หมู่บ้านต่างๆ เชื่อมโยงกันด้วยถนนหนทาง ผู้คนอาศัยอุปกรณ์การสื่อสารและโทรคมนาคม เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ อินเทอร์เน็ต เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและข่าวสาร  อย่างไรก็ดี อาจารย์สมชาย นิลอาธิ คงให้ความสำคัญกับการเรียนรู้อดีต แม้จะไม่ใช่ความรู้เพื่อทำมาหากิน แต่เป็นความรู้ที่จะช่วยอธิบายที่มาและที่ไปของชีวิตในปัจจุบัน 

 

         “เดี๋ยวนี้ตูบเหย้าก็คือบ้านจัดสรรชั้นเดียว โดยสร้างยกพื้นสักนิด เมตรยี่สิบ หกสิบ แปดสิบเซ็นต์ฯ  แต่คนมองไม่เห็นความเชื่อมโยง  มันมาในรูปแบบใหม่ หรือบ้านสองชั้นคือบ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูง แต่มาเพิ่มหน้าที่ใช้สอยข้างล่าง ...เรือนใหญ่มีห้องนอนสองห้อง จะต่างกันตรงไหนกับบ้านจัดสรรสองชั้น ก็มีห้องนอนสองห้อง แต่ไปไว้สลับที่กิน ส่วนข้างล่างกั้นฝา แล้วหากเอาฝาออกคือบ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูง

         ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สมชาย นิลอาธิ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน สถาบันวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วกล่าวทิ้งท้ายไว้ในการสนทนาบ่ายวันนั้น

         หากเมื่อใดคนรุ่นใหม่ไม่รู้เรื่องราวในอดีตก็จะไม่มีรากแก้วที่แข็งแรง เพื่อเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงด้วยสติปัญญาและความเข้าใจ  ฉะนั้น เป้าหมายของพิพิธภัณฑ์บ้านอีสานจึงหมายถึงการสร้างพื้นที่ของการทบทวนกับอดีต ทำความเข้าใจกับสภาพที่เคยเป็น และมองเห็นว่าชีวิตเปลี่ยนแปลงอย่างไรในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้ลืมรากเหง้าของคนอีสาน  

         พิพิธภัณฑ์มีชีวิตบ้านอีสาน สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตำบลนาดูน อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม ใกล้พระธาตุนาดูน ติดต่อสอบถาม สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  โทรศัพท์ ๐ ๔๓๗๕ ๔๓๓๓ ต่อ ๑๗๔๑ เว็บไซต์ http://www.vkp.msu.ac.th/msuisanhouse/

 

 ภาพ/เรื่อง : ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ

Hits: 380