“ป้าติ๋ว” คณะอุดมศิลป์ บ้านละครและดนตรีสี่ชั่วคน

“ป้าติ๋ว” หรือ คุณโกสี (กระจ่างโชติ) ผลเกิด สุภาพสตรีวัยใกล้ ๗๐ แห่งบ้านละครอุดมศิลป์ กระจ่างโชติ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำคัญอย่างไร?  ทำไมเราจึงควรรู้จักชีวิตและผลงานของเธอ

คำตอบคือวิถีชีวิตบ้านละครของเธอเป็นตัวอย่างรูปแบบการฝึกฝนและถ่ายทอดศิลปะการร้อง การรำ การเล่นดนตรีไทย เป็นแหล่งความรู้ แหล่งสร้างคนที่เชี่ยวชาญด้านศิลปะการแสดงตามวิถีชาวบ้านในอดีต ก่อนที่จะเกิดมีสถาบันการศึกษาสมัยใหม่ของรัฐ เช่นวิทยาลัยนาฏศิลป หรือภาควิชานาฏศิลป์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ

ในอดีตบ้านละครคงจะมีอยู่เป็นจำนวนมากในภาคกลาง แต่ในปัจจุบันมีอยู่เฉพาะบางแห่ง เช่นที่จังหวัดเพชรบุรี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง เฉพาะในอยุธยา มีคณะละครเก่าแก่ที่สืบทอดมานาน ได้แก่ คณะสร้อยทองและคณะอุดมศิลป์ แต่ก็มีคณะที่แยกตัวออกไปและเกิดใหม่อีกหลายคณะ 

คณะอุดมศิลป์เป็นละครโบราณ เล่นเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ เช่น แก้วหน้าม้า หลวิชัยคาวี สังข์ทอง ไกรทอง อิเหนา เป็นต้น  ละครประเภทนี้มีชื่อเรียกหลายแบบ เช่น ละครนอก ละครชาตรี ละครชาวบ้าน หรือ “ละครแก้บน”  แต่สำหรับป้าติ๋วเองจะบอกว่าคณะอุดมศิลป์มีลีลาการร้องรำค่อนไปทางละครใน เนื่องจากมีบรรพบุรุษที่ฝึกหัดมาจากในวัง

ละครกับพิธีแก้บน

การแสดงแก้บนเป็นหน้าที่หลักของละครพื้นบ้านโบราณเหล่านี้   ในอยุธยา คนมักจะนิยมบนบานกับพระประธานที่นับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ เช่นหลวงพ่อพระมงคลบพิตร หลวงพ่อโตวัดพนัญเชิง  โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญก็จะบนว่าเมื่อสำเร็จสมความปรารถนาแล้วจะนำละครมาแสดงตอบแทน  ในกรณีนี้เจ้าภาพจะว่าจ้างคณะละครมาเล่นแก้บน

ดังนั้นละครแก้บนจึงมีความหมายหลักเป็นการแสดงให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ชม และมีธรรมเนียมการแสดงที่เป็นพิธีการ มีขั้นตอนเฉพาะ  

เริ่มจากการที่เจ้าภาพจะเตรียมเครื่องบน ได้แก่ หัวหมู เป็ด ไก่ บายศรี กล้วย มะพร้าวอ่อน ดอกไม้ ธูปเทียน วางบวงสรวง  หลังจากนั้นละครจะเริ่มโหมโรงเวลาประมาณ ๑๐ โมงเช้า  แบบดั้งเดิมจะมีการ “ร้องเชื้อ” เพื่อไหว้คุณพระรัตนตรัย บิดามารดา ครูบาอาจารย์ และออกนามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อบอกว่าเจ้าภาพได้จัดละครมา “แก้บน” ตามที่สัญญาไว้แล้ว

หลังจากนั้นจะเป็นการรำที่เรียกว่า “รำถวายมือ” โดยมีตัวละครที่แต่งเครื่องพระนาง รำเป็นคู่ในทำนองเพลงช้าเพลงเร็ว  หลังจากรำถวายมือแล้วจึง “จับเรื่อง” หรือ “ออกตัว” คือเริ่มแสดงเป็นเรื่องตามที่คณะได้เตรียมไป หรือแล้วแต่จะตกลงกับเจ้าภาพ โดยจะแสดงไปจนถึงเที่ยง

ก่อนหยุดพัก ตัวพระ-นางและตัวตลก จะต้องไปเชิญเครื่องลา คือนำของที่ใช้บวงสรวงกลับ หลังจากนั้นจึงพักกลางวัน  การแสดงในภาคบ่ายจะเริ่มประมาณบ่ายโมงครึ่งไปจนถึงบ่าย ๓ โมงหรือ ๔ โมง ตามแต่จะตกลงกับเจ้าภาพ

การแสดงแก้บนด้วยละครทั้งโรงนี้ ในปัจจุบันมีน้อยลง จะนิยมแก้บนด้วยการรำเป็นชุดสั้นๆ แทน ส่วนการแสดงเป็นเรื่องอาจจะมีบ้าง ก็ในงานฉลองหรืองานแสดงทางวัฒนธรรม แต่มักตัดตอนเพียงสั้นๆ ไม่แสดงทั้งวัน

 

 

มรดกศิลปะและมรดกวัฒนธรรม

ศิลปะการร้อง การรำ และวงปี่พาทย์ของบ้านอุดมศิลป์ ได้รับการถ่ายทอดกันมาในครอบครัว  นับจากป้าติ๋วขึ้นไปได้สี่ชั่วคน  ตั้งแต่รุ่นทวด ทวดท่านหนึ่งชื่อหม่อมเป้าเป็นนางละคร  อีกท่านเป็นคนดนตรีจากนครศรีธรรมราช มาตั้งรกรากที่อยุธยา เล่นละครและดนตรีสืบต่อกันจนถึงรุ่นพ่อแม่  พ่อของป้าติ๋วเป็นครูดนตรี ท่านได้คัดลอกและแต่งบทละครจักรๆ วงศ์ๆ สะสมไว้ที่บ้าน ส่วนแม่เชี่ยวชาญด้านการร้องรำ  ทั้งสองมีลูกศิษย์ลูกหาเป็นจำนวนมาก และได้ฝึกให้ลูกทุกคนเป็นศิลปินสืบต่อทางร้องทางเล่นจนเป็นตัวเอกของคณะในปัจจุบัน 

ป้าติ๋วเป็นลูกสาวคนที่ ๒ ในจำนวนพี่น้องห้าคน  พี่สาวของเธอคือป้าแต๋ว รำเป็นตัวพระและยักษ์  ป้าแต๋วรำบทเงาะในชุดรจนาเสี่ยงพวงมาลัยได้สง่างามมาก  ส่วนป้าติ๋วรับบทเป็นตัวนางที่ปากคอจัดจ้าน โดยเฉพาะบทแก้วหน้าม้าและบทนางแมว  ป้าติ๋วเล่นบทแบบนี้สุดชีวิตทุกครั้ง  ไม่ว่าจะอายุมากหรือป่วยไข้  สร้างความมีชีวิตชีวาและเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้เสมอ

ไม่เพียงบท “นางตลาด” เท่านั้น  ป้าติ๋วยังรำนางชุดเอกตามแบบฉบับของบ้านอุดมศิลป์ เช่นฉุยฉายวันทอง ฉุยฉายเกศสุริยง ซึ่งป้าติ๋วภาคภูมิใจมาก ว่าเป็นของเก่าและไม่เหมือนกับคณะอื่นหรือของกรมศิลปากร  

นอกจากรำแล้ว ป้าติ๋วยังเป็นนักร้อง เคยต่อเพลงไทยเดิมไว้จำนวนมาก  ปัจจุบันมีนักศึกษานาฏศิลป์และดนตรีมาขอทำวิทยานิพนธ์จากความรู้ของป้าติ๋วหลายรายแล้ว 

น้องๆ อีกสามคนก็ล้วนแต่อยู่ในแวดวงเดียวกัน ป้าอ๊อดเล่นละครเป็นตัวพระ ส่วนแกละและโม่ง น้องชาย ก็เป็นนักดนตรี  ลูกชายของป้าติ๋วก็เป็นครูดนตรีไทย  ส่วนหลานสาวเรียนจบนาฏศิลป์เป็นครูสอนรำอีกด้วย

การฝึกฝนสืบทอดของบ้านละคร ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในวงลูกหลาน แต่ยังเป็นที่ฝึกสอนเด็กๆ ในอยุธยาให้ร้องรำเป็นมาแล้วหลายต่อหลายรุ่น  เรือนไม้ใต้ถุนสูงริมคลองวัดสามวิหาร (คลองบางขวด) นี้ มักจะมีเด็กๆ มาหัดกันอยู่เป็นประจำ  บางคนก็มาอยู่กินที่บ้านเหมือนเป็นลูกหลาน ทำให้คณะละครเป็นเสมือนครอบครัวใหญ่ที่มีคนหลายรุ่น  

ป้าติ๋วเคยเปรียบเทียบว่าบ้านละครก็เหมือนบ้านอุปถัมภ์สำหรับเด็กยากจนหรือครอบครัวมีปัญหา พ่อแม่จะเอามาฝากให้หัดละคร มีวิชาร้องรำ ปักเครื่องละคร พอเป็นอาชีพได้บ้าง  ป้าติ๋วพยายามโอบอุ้มทุกคนเท่าที่จะทำได้ บางคนแม้ชราแล้วก็ยังไม่ทอดทิ้งกัน ยังชวนมาเล่นละครด้วย เพื่อให้มีรายได้และไม่เหงา  เราจึงเห็นว่าละครแบบชาวบ้านมักมีผู้แสดงหลายวัย ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงวัยชราทีเดียว

            ในฐานะที่เป็นหัวหน้าคณะ หรือ “โต้โผ” ป้าติ๋วต้องบริหารจัดการให้คณะมีโอกาสได้รับงาน พอมีรายได้เลี้ยงทุกคนในคณะให้มีกินมีใช้ ดูแลคนทั้งคณะไม่ให้ขัดแย้งกัน รวมทั้งรักษาฝีมือการแสดงไม่ให้เสียชื่อเสียงของคณะ  หัวหน้าคณะละครแบบป้าติ๋วจึงเป็นบุคคลที่มีทั้งมรดกทางศิลปะการแสดง และมรดกทางวัฒนธรรมของการบริหารจัดการลูกน้องรวมอยู่ในตัวเอง

 

อนาคตละครชาวบ้าน

ป้าติ๋วพยายามรักษาแบบฉบับบ้านละครอย่างเหนียวแน่น  ทุกปีจะจัดพิธีไหว้ครู นำศีรษะฤๅษี และอุปกรณ์ในการแสดงต่างๆ ออกมาเซ่นสรวงบูชา ระลึกถึงพระคุณของพ่อแม่และครูบาอาจารย์ และเป็นโอกาสในการรับและจับมือให้ผู้มาฝากตัวเป็นศิษย์ใหม่

แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป คติความเชื่อเปลี่ยนไป รสนิยมความบันเทิงเปลี่ยนไป ค่าครองชีพสูงขึ้น บ้านละครเช่นคณะอุดมศิลป์ ไม่เฟื่องฟูเหมือนในอดีต แต่ก็ยังพออยู่กันต่อไปได้ 

ทุกวันนี้แทบไม่มีการแสดงละครแก้บนเต็มรูปแบบแล้ว  รายได้หลักของคณะมาจากงานแสดงรำเป็นชุด หรืองานปี่พาทย์เท่านั้น  ผู้แสดงรุ่นป้าๆ ก็ล้วนแต่สูงวัยขึ้นทุกที ป้าแต๋วพี่คนโตก็เสียชีวิตไปแล้ว อาจจะหาตัวตายตัวแทนได้ยาก มีเพียงลูกชายและหลานสาวที่มีศักยภาพจะรับช่วงได้ แต่ก็ยังต้องรอดูกันต่อไป

ป้าติ๋วคงไม่ถึงกับจะเรียกร้องเอาความรุ่งเรืองในอดีตกลับมา แต่ก็คงไม่อยากให้ละครของเธอที่เธอรักและภูมิใจสูญหายไป  เธอเคยบอกว่าอยากจะสร้างห้องที่แข็งแรงแน่นหนาไว้สักห้องหนึ่ง แล้วเก็บรักษาเครื่องละคร เครื่องดนตรี บทละคร อุปกรณ์ต่างๆ เป็นคลังความรู้เอาไว้  เพราะเธอเชื่อแน่ว่าสักวันหนึ่งในอนาคตจะต้องมีคนที่สนใจ เห็นคุณค่า และเมื่อนั้นก็จะสามารถเรียนรู้ หรือรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ได้

หากเราช่วยกันค้นคว้าศึกษาด้วยอีกแรงหนึ่ง ก็อาจเป็นอีกวิธีที่จะช่วยป้าติ๋วให้รักษาและเพิ่มพูนคลังความรู้จากอดีตของละครชาวบ้านไว้ให้คนในอนาคตต่อไป

 

เรื่อง/ภาพ : ดร.ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล

Hits: 256