หมอลำ การแสดงแห่งชีวิต จิตวิญญาณอีสาน

          หากเชื่อมั่นว่า โขน คือที่สุดแห่งนาฏยศาสตร์ไทย และ โนรา คือที่สุดแห่งทักษิณนาฏยศาสตร์ ในระดับเดียวกัน หมอลำ ก็คือที่สุดแห่งศาสตร์และศิลปะด้านการแสดงของอีสาน และหากยิ่งเชื่อมั่นว่า โขน จะไม่มีวันสูญหายไปจากหัวใจของคนไทย และโนรา ก็จะไม่มีวันสิ้นสลายไปจากชีวิตคนปักษ์ใต้ หมอลำ ก็เป็นเช่นเดียวกันคือ จะไม่มีวันสูญหายไปจากลมหายใจของคนอีสาน แต่ทั้งหมดนั้นทุกอย่างทุกประการที่กล่าวมา ถึงเวลาแล้วที่เราคนไทยรุ่นปัจจุบันนี้ จะต้องหาแนวทางในการช่วยกันธำรงรักษาไว้ มิฉะนั้นหากปล่อยให้ทุกสิ่งเดินหน้าไปตามยถากรรม ก็ไม่แน่เหมือนกันว่า ความเชื่อมั่นทั้งหลายข้างต้นนั้นจะกลายเป็นเพียงความเชื่อมั่นในความฝันไปหรือไม่ 

          หมอลำ คือ คำประสมจากสองคำ คำว่า หมอ หมายถึง ผู้ทรงความรอบรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง กับคำว่า ลำอันหมายถึง การร้องขับลำนำอันมีแบบแผนและมีท่วงทำนองอันไพเราะ ซึ่งพอรวมคำว่า หมอลำเข้าด้วยกันแล้วก็ยังมีความหมายเป็นอีกสองนัยยะนั้นคือ หมอลำ เป็นคำเรียกขาน ศิลปะการแสดงและการขับร้องเพลงพื้นบ้านอันเป็นอมตะของภาคอีสานนี้ และอีกนัยยะหนึ่งคือ คำเรียกขาน ผู้แสดง ศิลปะการแสดงอันสำคัญชนิดนี้ ไม่จำกัดว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย จะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ มีชื่อเสียงหรือยังไม่มีชื่อเสียง ก็เรียกรวมๆ กันว่า หมอลำ ทั้งสิ้น

 

 

ความเป็นมาของหมอลำ

          หมอลำ กำเนิดขึ้นเมื่อใดไม่มีบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่หมอลำอาจจะเกิดขึ้นจากสองส่วนด้วยกันคือ

          ส่วนแรก เกิดขึ้นในพิธีกรรมทางศาสนา เป็นการสวดวอนขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของผู้คน หรือเป็นการอ่านหนังสือ และคัมภีร์โบราณ ที่ว่าด้วยในพิธีกรรมต่างๆ หรือการนำเรื่องราวในหนังสือ ในคัมภีร์ทั้งหลายมาอ่านแก่ผู้ฟัง แรกเริ่มอาจจะอ่านด้วยถ้อยคำธรรมดา แต่เพื่อเพิ่มเติมให้น่าฟัง เพิ่มพลังให้มีความศักดิ์สิทธิ์น่าเชื่อถือ จึงเติมจังหวะจะโคน คำคล้องจอง ท่วงทำนองและเติมเสียงดนตรีเพิ่มบรรยากาศเป็นส่วนประกอบเข้าไปอีก 

          ส่วนที่สอง เกิดขึ้นจากกิจกรรมภาคกลางคืนของชุมชน ในอีสานแทบทุกบ้านมักจะมีการรวมตัวตั้งวงพูดคุยสารทุกข์สุกดิบ มีมุมเล่าเรื่องต่างๆ ตบท้ายด้วยเกร็ดที่น่าสนใจ เช่น  เหตุการณ์พิเศษประจำวัน นิทาน นิยาย และวรรณกรรมต่างๆ มุมเล่าเกร็ดต่างๆ นี้แหละที่จะพัฒนาต่อไปขึ้นเป็น หมอลำ

          เมื่อมีคนเล่าเก่งๆ คนฟังก็มารุมฟัง ส่วนคนเล่าก็ชักสนุกจึงมีการพัฒนาวิธีเล่าเรื่องให้มีลีลาลูกเล่นที่แพรวพราวขึ้นต่างๆ นานา ในที่สุดจึงมีการตามหาคนเล่าเรื่อง ไปเล่าเรื่องที่นั่นที่นี่ ส่วนคนเล่าเรื่องมีคนตามไปเล่าเรื่องก็ไป พอไม่มีคนตามก็หาที่ไปเล่าเรื่องเองก็ได้ จึงมีการพัฒนาการไปพร้อมๆ กันทั้งสองด้าน กลายเป็นมีนักเล่าเรื่องอาชีพเกิดขึ้น

          พัฒนาการของการเล่าเรื่องก็คือ  ทำให้การเล่าเรื่องน่าฟังยิ่งๆ ขึ้นไป จากการนั่งเล่ากลายเป็นยืนเล่า จากเล่าเรื่องเรียบๆ ก็กลายเป็นการเล่าที่มีสำนวนลีลามีการทำท่าทางประกอบ เพิ่มเติมลำนำทำนองเสียงสูงต่ำที่ไพเราะ มีแบบแผนมีความคล้องจอง กลายเป็นการเล่าเรื่องด้วยบทกวี เป็นผญาอีสานต่างๆ ไปๆ มาๆ แค่เกร็ดอย่างที่ว่าก็ไม่พอเพียงจึงมีการเล่าเรื่องยาว เรื่องที่นำมาเล่าจะให้สนุกต้องเป็นเรื่องราววรรณกรรม เช่น เรื่องการะเกด สินไซ เป็นต้น ผู้เล่าเพียงแต่เล่า ไม่ออกท่าออกทางก็ไม่สนุก จึงต้องยกไม้ยกมือแสดงท่าทางเป็นพระเอกนางเอก เป็นนักรบไปด้วย เป็นต้น พอเล่นเป็นเรื่องแล้วก็เลยต้องหาเครื่องดนตรีประกอบ เช่น ซุง ซอ ปี่ แคน โดยเฉพาะ แคน นี้สำคัญกว่าอื่นๆ เพราะจะมีความผูกพันกับหมอลำต่อไปอย่างยาวนาน 

          และที่สำคัญมากๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือ เพื่อให้เกิดความสนุกครึกครื้น ผู้แสดงมีเพียงแต่ผู้ชายอย่างเดียวก็ดูไม่มีรสชาติ  จึงมีผู้หญิงมาแสดงประกอบ และเมื่อมีผู้หญิงเข้ามาร่วมวง ตรงนี้แหละที่ทำให้หมอลำกลายเป็นการแสดงที่สมบูรณ์แบบ เพราะเมื่อผู้หญิงเข้ามาเรื่องราวต่างๆ ก็หลากหลายมากขึ้น เช่น เรื่องเกี้ยวพาราสี เรื่องชิงดีชิงเด่น ยาด (แย่ง) ชู้ยาดผัวกัน เรื่องโจทย์ เรื่องแก้ เรื่องประชัน เรื่องตลกโปกฮา จึงเป็นการลำครบรสสมบูรณ์แบบ เป็นศิลปะการแสดงอย่างที่จะเรียกกันว่า หมอลำ ต่อไปนั่นเอง

 

ประเภทของหมอลำ

          หมอลำ มีมากมายหลากหลายประเภท แต่แบ่งใหญ่ๆได้เป็น ประเภทคือ หมอลำที่แสดงเพื่อความบันเทิง ได้แก่  หมอลำกลอน หมอลำเรื่อง ลำเต้ย และหมอลำเพลิน เป็นต้น  ซึ่งหมอลำแต่ละประเภทจะมีลักษณะแตกต่างกัน  เช่น  หมอลำกลอน เป็นการโต้ตอบกลอนสด คล้ายการแสดงลำตัดทางภาคกลาง มีผู้แสดงเป็นคู่ ชายกับชาย หรือชายกับหญิง ลำโต้ตอบกัน เนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวของประเพณี  ฮีตสิบสอง คลองสิบสี่ เรื่องราวประวัติศาสตร์  การเมืองนิทานพื้นบ้าน คติธรรม โดยใช้แคนเป็นดนตรีประกอบ ส่วนหมอลำเรื่อง จะเป็นการลำเล่าเรื่องนิทานพื้นบ้าน เป็นต้น หมอลำเพลิน เป็นกลอนลำที่มีทำนอง จังหวะเร็ว สนุกสนาน ไม่มีการเอื้อนเสียง ให้ความครึกครื้นเข้ากับลีลาการเต้น โดยได้รับอิทธิพลจากเพลงลูกทุ่งและเพลงไทยสากล ลำเต้ย เป็นกลอนลำที่มีทำนองสั้น  กระฉับกระเฉง ไม่เอื้อนเสียง ทำนองแสดงอารมณ์รื่นเริงสนุกสนาน ส่วนใหญ่ใช้เกี้ยวพาราสี เป็นต้น

          ประเภทที่สอง หมอลำที่แสดงในพิธีกรรม ได้แก่ หมอลำผีฟ้า หมอลำเหยา เป็นการลำที่มีจุดประสงค์ ประการคือ  รักษาคนป่วย หรือพยากรณ์ดินฟ้าอากาศ ทำนองจะเป็นจังหวะสั้นบ้าง ยาวบ้าง ใช้แคนเป็นเครื่องดนตรีหลัก เนื้อหากลอนลำจะเป็นการกล่าวถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่หมอลำอัญเชิญมา โดยหมอลำมีคนเดียว และอาจมีบริวารเป็นผู้ฟ้อนรำประกอบลีลา การฟ้อนไม่มีแบบแผนแน่นอน เป็นต้น

 

วิวัฒนาการของ หมอลำ

          นอกจากหมอลำจะแบ่งเป็น ประเภทกว้างๆ ดังที่ว่าแล้ว หมอลำ ยังอาจจะแบ่งออกตามวิวัฒนาการของหมอลำเองอีกด้วย 

          หมอลำพื้น เป็นหมอลำรุ่นแรกๆ เป็นการลำเล่าเรื่องหรือนิทาน หรือคำสอนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา มีลักษณะแสดงเป็นการลำเดี่ยวหรือลำคนเดียว ส่วนใหญ่เป็นหมอลำผู้ชายโดยมีแคน เป็นเครื่องดนตรีประกอบ เรื่องที่นำมาเล่ามักเป็นวรรณกรรม เช่น เรื่องการะเกด สินไซ และ นิทานชาดก ฯลฯ ในการลำผู้ลำจะใช้ผ้าขาวม้าเป็นอุปกรณ์ประกอบในการแสดงท่าทาง เป็นพระเอก นางเอก หรือเป็นนักรบตามเนื้อเรื่อง   

          จากลำพื้นมีวิวัฒนาการต่อมาเป็นการลำคู่ ซึ่งได้แก่ การลำ คน ชายกับชาย หรือ ชายกับหญิง จนประมาณปี ..๒๔๙๔ การลำระหว่างชายกับชายจึงเลิกไป เหลือแต่การลำชายกับหญิงมาจนถึงปัจจุบัน หมอลำคู่ที่มีชื่อเสียงรุ่นแรกๆ ได้แก่ หมอลำคูณ (ชาย) และหมอลำจอมศรี (หญิง) ชาวอุบลราชธานี นอกจากนี้ยังมีหมอลำทองมาก จันทะลือ (หมอลำถูทาชาย) หมอลำเคน ดาหลา (ชาย) เป็นต้น หมอลำคู่ ยังมีวิวัฒนาการต่อไปอีกเป็นการ ลำต่อกลอน ลำทวย (หรือ ทายโจทย์) ซึ่งผู้ลำจะต้องมีปฏิภาณไหวพริบดี สามารถตอบโต้ หักล้างเหตุผลกันได้ ต่อมามีการเพิ่มผู้ลำขึ้นมาอีกหนึ่งคน เป็นชายหรือหญิงก็ได้ และการลำก็จะเปลี่ยนไปเป็นเรื่อง ชิงรักหักสวาท ยาดชู้ยาดผัว เรียกว่า ลำชิงชู้ เป็นต้น  

          แล้วจากการลำ - คน ก็กลายมาเป็นการลำหลายๆ คน เรียกว่า หมอลำหมู่ซึ่งไม่จำกัดจำนวน แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณ -๑๐ กว่าคน เป็นการลำตามเรื่องราวอาจใช้นิทานพื้นบ้านหรือชาดกเป็นเนื้อเรื่อง ลีลาการลำมีหลายแบบ อาทิ ลำเรื่องต่อกลอน และลำเพลิน เป็นต้น การลำก็มีเครื่องดนตรีประกอบเพิ่มขึ้น เช่น พิณ (ซุง หรือ ซึง) กลอง การลำจะมี แนวทาง คือ ลำเวียง จะเป็นการลำแบบลำกลอน และ หมอลำแสดง เป็นตัวละครตามบทบาทในเรื่อง การดำเนินเรื่องค่อนข้างช้า แต่ก็ได้อรรถรสของละครพื้นบ้าน หมอลำได้ใช้พรสวรรค์ของตัวเองในการลำ ทั้งทางด้านเสียงร้อง ปฏิภาณไหวพริบ และความจำ

          ต่อมาเมื่อดนตรีลูกทุ่งมีอิทธิพลมากขึ้นจึงเกิดวิวัฒนาการของหมอลำหมู่อีกครั้งหนึ่ง กลายเป็น ลำเพลิน ซึ่งจะมีจังหวะที่เร้าใจชวนให้สนุกสนาน ก่อนการลำเรื่องในช่วงหัวค่ำจะมีการนำเอาวงดนตรีลูกทุ่งมาใช้เรียกคนดูคือ จะมีนักร้อง (หมอลำ) มาร้องเพลงลูกทุ่งที่กำลังฮิตในขณะนั้น มีหางเครื่องเต้นประกอบ เอาเครื่องดนตรีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เช่น กีตาร์ คีย์บอร์ด แซ็กโซโฟน ทรัมเปต และกลองชุด โดยนำมาผสมผสานเข้ากับเครื่องดนตรีเดิมได้แก่ พิณ แคน ทำให้ได้รสชาติของดนตรีที่แปลกออกไป ยุคนี้นับว่า หมอลำเฟื่องฟูมากที่สุด คณะหมอลำดังๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในแถบจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม และอุบลราชธานี

          ลำซิ่ง หลังจากที่หมอลำคู่และหมอลำเพลิน ค่อยๆ เสื่อมความนิยมลงไป อันเนื่องมาจากการก้าวเข้ามาของดนตรีสตริง ในวิถีชีวิตของผู้คนอีสาน ความนิยมในการชมหมอลำค่อนข้างจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด จนเกิดความวิตกกังวลในกลุ่มนักอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน แต่แล้วหมอลำก็กลับมาอีกครั้งด้วยรูปแบบที่สะเทือนวงการยิ่งกว่า นั่นคือ ลำซิ่ง ซึ่งเป็นวิวัฒนาการของลำคู่ (เพราะใช้หมอลำ - คน) ใช้เครื่องดนตรีสากลเข้าร่วมให้จังหวะเหมือนลำเพลิน มีหางเครื่องเหมือนดนตรีลูกทุ่ง กลอนลำสนุกสนานมีจังหวะอันเร้าใจ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งระบาดไปสู่การแสดงพื้นบ้านอื่นจนต้องประยุกต์ปรับตัวตาม เช่น เพลงโคราช ก็กลายเป็นเพลงโคราชซิ่ง กันตรึมก็กลายเป็นร็อคกันตรึม หนังปราโมทัย (หนังตะลุงอีสาน) กลายเป็นปราโมทัยซิ่ง ถึงกับมีการจัดประกวดแข่งขัน บันทึกเทปโทรทัศน์จำหน่ายกันอย่างแพร่หลาย จนถึงกับมีคำกล่าวว่า "หมอลำไม่มีวันตาย จากลมหายใจชาวอีสาน" เกิดขึ้นในช่วงนี้

          ลำซิ่ง พัฒนาไปจากหมอลำกลอน จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ลำกลอนซิ่ง เป็นการลำกลอนในแนวใหม่ซึ่งมีรูปแบบการแสดงที่ประกอบด้วย การลำ การร้อง การฟ้อน และการเต้น คำว่า "ซิ่ง" น่าจะมาจากภาษาอังกฤษคือ "เรสซิ่ง" (racing) ซึ่งแปลว่า การแข่งขัน ลำซิ่งจึงเป็นการลำที่รวดเร็ว ใช้ทำนองลำเดิน (ลำย่าว) ซึ่งเป็นทำนองทางสั้นวาดขอนแก่น เป็นทำนองหลัก แต่ใช้สำเนียงแบบลำทางยาว ลำซิ่งเกิดขึ้นในจังหวัดขอนแก่น เช่นเดียวกับ ลำเพลิน เนื่องจากมีการนำดนตรีสากล พวกกลองชุดเข้ามาบรรเลงประกอบการแสดง พร้อมทั้งใช้ทำนองลำเพลิน ลำเดิน ลำเต้ย และเพลงลูกทุ่งประกอบ

          หมอลำซิ่ง ผู้แสดงประกอบด้วยหมอลำฝ่ายหญิงและฝ่ายชายอย่างละ คน เหมือนหมอลำกลอนแต่ ลำซิ่ง จะมีหางเครื่องเต้นประกอบซึ่งมีทั้งชายและหญิง คณะละ คน  การแต่งกาย ลำฝ่ายชายจะแต่งกายชุดสากล ส่วนหมอลำฝ่ายหญิงจะสวมกระโปรงบานเพื่อให้สะดวกในการเต้น กลอนที่ใช้ลำเหมือนกลอนลำของลำกลอน ให้สาระทั้งทางโลกและทางธรรม ดนตรีที่ใช้ประกอบ นอกจากแคนซึ่งเป็นเครื่องดนตรีหลักแล้ว ยังมีดนตรีสากล เช่น กลองชุด กลองทอม เบส และ กีต้าร์ เข้ามาร่วมบรรเลงประกอบการแสดงด้วย

 

หมอลำวันนี้

          หมอลำวันนี้ โดยเฉพาะคณะหมอลำที่มีชื่อเสียงที่ทำเงินได้มหาศาล เป็นหมอลำที่กลับพลิกโฉมไปอีกรูปแบบหนึ่ง  กลายเป็นการแสดงที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยได้รวมเอาการแสดงแบบที่เรียกว่า คาบาเรต์โชว์ เข้าไปเป็นส่วนสำคัญในการแสดงทั้งหมดซึ่งมีหลากหลายรูปแบบผสมผสานกัน คือ มีการแสดงเปิดวง เป็นการแสดงชุดเริ่มแรก เปิดวงให้สนั่นสั่นสะเทือนด้วย คาบาเรต์โชว์ ที่มีการใช้เครื่องดนตรีสากลทันสมัยครบวง ด้วยเครื่องเสียงทรงพลังกระหึ่มก้องพร้อมกับฉากหลัง LED ขนาดยักษ์แสงสีตระการตา แต่ด้วยบทเพลงที่เป็นเพลงลำ และผู้แสดงที่เพียบพร้อมในเครื่องแต่งตัวแบบคาบาเรต์หรือใกล้เคียงอย่างยิ่งกับชุดเครื่องแต่งกายของงานคาร์นิวัล ประเทศบราซิล หากทว่าตัวหมอลำที่เป็นดาวเด่นนั้นก็ยังคงอยู่ในชุดเครื่องแต่งกายแบบหมอลำที่สดใสด้วยสีพื้นและวูบวาบแวววาวด้วยแสงเพชรประดับ  

          จากการแสดงเปิดวงแล้ว จึงเปลี่ยนการแสดงขึ้นมาเป็นชุดๆ ที่มีการลำหลากหลายรูปแบบรวมทั้งการร้องเพลงลูกทุ่งอีสานที่มีหางเครื่องเป็นนักเต้นที่แพรวพราว การเล่นเป็นหมอลำเรื่องต่อกลอน ไปจนกระทั่งการแสดงหมอลำเดี่ยว หมอลำคู่ต่างๆ และทั้งหมดจะปิดการแสดงในชุดที่เรียกกันเป็นสากลว่าการแสดง Finale ที่เริ่ดหรูอลังการไม่แพ้การแสดงเปิดวงเช่นเดียวกัน นี้คือการแสดงของหมอลำในวันนี้ ซึ่งแตกต่างจากหมอลำในวันก่อนเก่าอย่างมากมายมหาศาล 

 

สรุป ปิดท้าย

          หมอลำกุมหัวใจของชาวอีสานมาช้านาน นอกจากจะเป็นบทกวีอันงดงามแล้ว ยังเป็นความสนุกสนานในด้านดนตรีและการแสดงที่เพลิดเพลิน และยังเป็นเครื่องผ่อนคลายความยากลำบากในช่วงทำงานกลางวันอันร้อนแล้งอีกด้วย หมอลำ มีการเปลี่ยนแปลงมากมายในการต่อสู้กับความพลิกผันของสังคมไทย และจนถึงทุกวันนี้ แม้คณะหมอลำจำนวนหนึ่งจะไม่อาจทนทานต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงได้  แต่ก็ยังมีหมอลำอีกหลากหลายคณะที่สามารถเดินก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง สมดังคำกล่าวที่ว่า หมอลำจะไม่มีวันตายไปจากลมหายใจของชาวอีสาน และในวันนี้ แม้ว่าการแสดงหมอลำคณะยิ่งใหญ่จะเปิดวงด้วยนักเต้นนับสิบในเครื่องแต่งกายสดใสเหมือนงานคาร์นิวัล แต่หมอลำตัวเอกทั้งหญิงชายก็ยังคงแต่งกายด้วยเครื่องแต่งกายแพรวพราวดั้งเดิมที่โดดเด่นกว่า และแม้ว่าเครื่องดนตรีเครื่องเสียงส่วนใหญ่จะกลายเป็นเสียงเครื่องดนตรีตะวันตก แต่ก็ยังมีเสียงพิณแคนที่โดดเด่นเป็นเอกกว่า ทั้งทำนองเพลงและเนื้อร้องก็ยังเป็นเพลงลำดังเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และไม่ว่าการแสดงเปิดวง และปิดการแสดง จะยิ่งใหญ่อลังการสวยงามขนาดไหน แต่ก็เป็นแค่การแสดงสั้นๆ สิบหรือ สิบห้านาที ในขณะที่การแสดงที่สามารถตรึงผู้ชมผู้ฟังให้นิ่งสนิทอยู่กับที่ได้นานนับชั่วโมงนั้น กลับจะเป็นเพียงแค่การแสดงหมอลำคู่ของผู้แสดงแค่สองหรือสามคนกับเครื่องดนตรีที่เป็นแคนเพียงหนึ่งตัวหรือพิณแคนสักคู่หนึ่งเท่านั้น 

 

      เรื่อง/ภาพ : อภินันท์ บัวหภักดี

Hits: 156