น้ำใจ..น้ำต้น คนปั้นดินถิ่นล้านนา

 จากหนังสือคู่มือ หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการท่องเที่ยว บ้านเหมืองกุง อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้ประพันธ์ถึงบ้านเหมืองกุงเอาไว้ว่า

          “อารยธรรม ความดี มีเรื่องเล่า

                   อารยธรรม บ้านเรา ร่วมเล่าเรื่อง

                   อารยธรรม น้ำต้น คนโฑเมือง

                   อารยธรรม รุ่งเรือง บ้านเหมืองกุง

 

          คนโฑยักษ์ที่สูง ๑๘ เมตร ตั้งตระหง่านอยู่หน้าหมู่บ้านติดกับสี่แยกถนนใหญ่ ทางหลวง ๑๐๘ เชียงใหม่-หางดง คนโฑนี้แม้จะมีอายุเพียงสิบกว่าปี (สร้างเมื่อวันที่ กันยายน ๒๕๔๘) แต่กลับเป็นเหมือนสมุดบันทึกและสัญลักษณ์ที่เก็บซ่อนเรื่องราวและประวัติศาสตร์ ๒๐๐ ปี ของหมู่บ้านเหมืองกุงเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

          จากประวัติศาสตร์เมื่อครั้งที่เชียงใหม่ได้ตกอยู่ใต้อำนาจของพม่ามาอย่างยาวนาน จนสู่ยุคที่อาณาจักรล้านนาเริ่มมีความสงบเรียบร้อย และเข้าสู่ยุคสร้างบ้านแปงเมืองเมื่อพระยากาวิละได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ จากรัชกาลที่ ให้เป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ จึงได้เริ่มการฟื้นฟูบ้านเมือง โดยเมืองเชียงใหม่นับเป็นจุดเริ่มต้นรวบรวมไพร่พลจากเมืองนครลำปางและที่ต่างๆ เข้ามาเพื่อเป็นการบูรณะฟื้นฟูบ้านเมือง โดยการเรียกพลเมืองที่หลบซ่อนอยู่ตามป่าเขาให้กลับคืน รวมถึงการยกพลไปตีเมืองต่างๆ ในแคว้นสิบสองปันนา ซึ่งมีชนเผ่าต่างๆ เช่น ไทยใหญ่ ลื้อ เขิน ยาง และอื่นๆ เข้ามาเป็นพลเมืองของเชียงใหม่ นี่คือที่มาของคำว่าเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง

          ในช่วงปี .. ๒๓๒๕๒๓๕๖ มีชาวไตที่ถูกกวาดต้อนจากเมืองต่างๆ ส่วนหนึ่งเป็นชาวไตซึ่งมาจากจากเมืองปุ เมืองสาด รัฐเชียงตุง ได้อพยพมาเข้ามาอยู่อาศัยยังหมู่บ้านแห่งนี้ ครั้งแรกก็มีเพียง ครัวเรือน นามสกุลเท่านั้น คือ นามสกุล ฟักทอง, สืบคำเปียง, ศรีจันทร์ (สีจันทร์), สืบสุริยะ, และกาวิโรจน์, ที่สืบทอดกันมาถึง วันนี้ หนึ่งใน นามสกุล คือคุณ วชิระ สีจันทร์ ที่ดำรงตำแหน่งเป็นพ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) ของหมู่บ้านเหมืองกุง ในปัจจุบัน

          จากหนังสือ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฉลองกู่ ๑๐๐ ปี) ได้มีข้อความหนึ่งเขียนไว้ว่าพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา เสด็จประพาสมณฑลพายัพ ในปีพุทธศักราช ๒๔๗๐ นครเชียงใหม่ ในการรับเสด็จครั้งนั้น พระราชชายา เจ้าดารารัศมี และเจ้าแก้วนวรัฐ เตรียมการรับเสด็จเป็นแรมปี ทรงฝึกช่างฟ้อนวัง และช่างฟ้อนคุ้ม รวมกันเพื่อแสดงถวายให้ทอดพระเนตร ในวันเสด็จถึงนครเชียงใหม่นั้น พระวิมาดาเธอฯ เสด็จถึงก่อนหมายกำหนดการจึงเสด็จไปเยี่ยมพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ถึงที่ประทับเหมืองกุง ในอำเภอหางดง” (ผู้แต่ง เจ้าวงศ์สักก์ เชียงใหม่) บทความนี้แสดงให้เห็นว่า บ้านเหมืองกุงในอดีตนั้นมีความสำคัญอยู่มิใช่น้อย

 

          จากอดีต ชาวบ้านต้องทำนาเพื่อนำข้าวเปลือกที่ได้ไปส่งให้เจ้ากาวิโรรส สุริยวงศ์ (โอรสของเจ้ากาวิละ) ในช่วงหน้าแล้งที่ไม่ได้ทำนา ชาวบ้านก็จะขุดดินบริเวณของหมู่บ้านนำมาปั้นเป็น หม้อน้ำ (ภาษาถิ่นหมายถึงหม้อน้ำดื่ม) และน้ำต้น (ภาษาถิ่นหมายถึงคนโฑ) เพื่อทำไว้ใช้เอง ใช้รับแขก หรือนำไปถวายสังฆทาน ถวายวัดในพิธีทางพุทธศาสนามาอย่างเนิ่นนาน จนการปั้นกลายเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน หากหม้อน้ำและน้ำต้นมีเหลือใช้ ก็จะนำไปขายเพื่อหารายได้จุนเจือให้กับครอบครัว

          ในยุคที่เครื่องปั้นดินเผาเฟื่องฟู งานปั้นของแต่ละครัวเรือนก็จะมีเอกลักษณ์รูปทรงตามความถนัดและความชอบแต่ละบุคคล แต่ที่ทำให้ หม้อน้ำ และน้ำต้น ของบ้านเหมืองกุงแห่งนี้เป็นที่กล่าวขาน ส่วนหนึ่งคงมาจากการใช้ดินที่ดีในการปั้น เชื่อกันว่า หม้อน้ำ และน้ำต้น จากบ้านเหมืองกุงนั้น มีความบาง เบา ทนทานไม่แตกหักง่าย ด้วยดินที่บ้านเหมืองกุงนั้นเป็นดินชั้นทราย ไม่ใช่เป็นดินหน้านา จึงมีรูพรุนในเนื้อดินแต่ไม่รั่ว น้ำที่ใส่ลงไปจึงเย็นเมื่อนำไปดื่มจะทำให้รู้สึกสดชื่น ทำให้น้ำต้นแห่งบ้านเหมืองกุงมีชื่อเสียงและเป็นที่กล่าวขานกันว่า มีคุณภาพดีที่สุดในอาณาจักรล้านนาเลยทีเดียว

          พ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) วชิระ สีจันทร์ เองเมื่อครั้งยังเป็นหนุ่มก็เคยออกไปทำงานรับเงินเดือนในเมืองอยู่หลายปี วันหนึ่งจึงอยากจะกลับมาทำอะไรให้กับบ้านของตัวเองบ้าง จึงลาออกจากงานตำแหน่งดีเงินเดือนสูงเพื่อกลับมาพัฒนาหมู่บ้านของตน ผู้เฒ่าผู้แก่เคยเล่าเรื่องในอดีตให้ฟังว่า..

 

          “ในสมัยที่ขุดดินเอามาปั้นหม้อกันใหม่ๆ ก็ขุดกันในที่บริเวณของหมู่บ้านนี่เอง แม้แต่ตรงบ้านพ่อหลวงที่อาศัยในปัจจุบันอยู่ตอนนี้ก็เป็นบ่อดินชั้นดี ส่วนดินที่จะนำมาทำน้ำเคลือบให้เป็นสีแดงนั้น ต้องไปเอาจากดอยสะเก็ด การเดินทางจากอำเภอหางดงไปยังอำเภอดอยสะเก็ด วันนี้ดูเหมือนจะไม่ไกลนัก แต่หากย้อนกลับ หลับตานึกถึงในยุคสมัยนั้นที่ทางมีแต่ป่าคงไม่สนุกนัก การจะไปเอาดินแดงจากอำเภอดอยสะเก็ดแต่ละครั้ง จึงต้องรวบรวมคนไปเป็นกลุ่มพร้อมๆ กัน ด้วยยุคนั้น ตามเส้นทางเดินอาจจะเจอสิงสาราสัตว์ในยามค่ำคืนและเกิดอันตรายได้ โดยใช้เกวียนไปบรรทุกดินแดง ส่วนคนที่ไม่มีเกวียนก็ต้องใช้การแบก การหามนำมาด้วยความยากลำบาก การเดินเท้าทางไกลเช่นนี้ในช่วงกลางวันก็จะต้องตากแดดร้อน จึงนิยมเดินทางกันช่วงกลางคืนซะมากกว่า โดยอาศัยอากาศที่เย็นสบายในการเดินทาง ทำไมต้องลำบากเดินทางไกลไปถึงดอยสะเก็ด ก็เพราะว่าดินแดงที่นั่น เวลาเคลือบและนำไปเผาแล้วจะให้สีที่สวยและดีที่สุดนั่นเอง

          ในช่วงของการค้าขายใหม่ๆ นั้น จะมีพ่อค้าคนกลางทั้งในหมู่บ้านและนอกหมู่บ้านมารับไปขายอีกต่อ ตลาดใหญ่คือตลาดต้นลำไย (กาดหลวง) จากคำบอกเล่าต่อๆ กันมาว่าวัดแสนฝางนับเป็นสถานที่พักสำคัญของชาวบ้าน ซึ่งใกล้กับการขนส่งทางแม่น้ำปิง ซึ่งสะดวกกับพ่อค้าชาวจีนจะมาซื้อหา อีกทั้งอำเภอพร้าว อำเภอเชียงดาว และอำเภอฝาง ก็เป็นตลาดที่มีความต้องการไม่น้อยเช่นกัน

          หากจะพูดถึงช่างปั้น ลุงหนานคำคำ...นับเป็นช่างฝีมือเก่าแก่ของหมู่บ้านเหมืองกุงที่ต้องกล่าวถึง เพราะเคยปั้นถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาแล้ว วันนี้งานของลุงหนานคำก็นับว่าหาเก็บได้ยาก และยากแก่การบอกได้ว่าหม้อน้ำ หรือน้ำต้นอันไหนที่ผ่านมือของลุงหนานคำมาบ้าง ด้วยความที่ว่างานเครื่องปั้นดินเผาต่างๆ เหล่านี้ไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ ที่จะบ่งบอกว่าใครเป็นผู้ปั้นนั่นเอง

          แม้วันนี้คนรุ่นใหม่ๆ จะนิยมเข้าเมืองไปทำงานรอรับเงินเดือนกันอยู่ แต่ก็หวังว่าอาจมีบางคนที่เบื่ออาชีพในเมืองแล้วหวนคืนกลับมาสานต่ออาชีพดั้งเดิมของครอบครัวกันอีกครั้ง อย่างเช่นพ่อหลวง วชิระ สีจันทร์ เป็นตัวอย่าง

          ปัจจุบัน แม้จะเหลือเพียงสิบกว่าครัวเรือนที่ยังคงรักอาชีพเหล่านี้อยู่ แต่งานปั้นต่างๆ ก็ยังคงมีการพัฒนาและประยุกต์ไปเรื่อยๆ ทั้งลวดลาย รูปทรง และสีสัน รวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือที่เคยใช้แป้นมือหมุน (เรียกว่า จ๊าก) กันทุกบ้าน มอเตอร์ไฟฟ้าก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในการผลิตมากขึ้น เพื่อทุ่นแรงและให้ได้ปริมาณตามความต้องการของตลาด มีบางช่วงหม้อน้ำก็ประยุกต์เป็น หม้อก๊อก (หม้อที่ติดก๊อกน้ำ) จะเห็นได้ว่าปัจจุบันน้ำต้นลายกลีบมะเฟือง น้ำต้นลายมะยม มีลวดลายนูนต่ำสวยงาม หาคนปั้นได้น้อยลงทุกวัน ทำให้หาดูได้ยาก ปัจจุบันมักจะเป็นลายเส้นกดซึ่งทำได้รวดเร็วกว่า การแกะลายน้ำต้นที่บรรจงแกะด้วยมืออย่างสวยงามของลุงเล็กก็กำลังจะเลือนหาย ด้วยอายุที่มากขึ้นกับเรี่ยวแรงที่ลดน้อยถอยลงทุกวัน

 

          หมู่บ้านเหมืองกุง ได้เริ่มก่อตั้งกลุ่มหัตถกรรมขึ้นมาเมื่อปี .. ๒๕๔๕ และได้รับเลือกจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และองค์กรพัฒนาชุมชน อำเภอหางดง ให้เป็นหมู่บ้านโอท็อป จากชาวบ้านที่กำลังจะเลิกรา ก็หันกลับมาให้ความสำคัญกับงานเครื่องปั้นดินเผากันอีกครั้ง ปากทางเข้าหมู่บ้านจึงเกิดร้านค้าชุมชนเล็กๆ เรียงรายรอขายงานฝีมือให้กับผู้สนใจและนักท่องเที่ยว วันนี้งานปั้นดินต่างๆ ที่บ้านเหมืองกุง ได้พัฒนาออกมาหลากหลายรูปแบบแทบจะนับไม่ถ้วน นอกจาก หม้อน้ำ และน้ำต้นแล้ว ยังมีที่เขี่ยบุหรี่ ตุ๊กตา โคมไฟ กระถาง อ่างบัว แจกัน โมบาย และของชำร่วยต่างๆ อีกมากมาย ผลิตขึ้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้จับจ่ายซื้อหาติดไม้ติดมือกลับบ้านเป็นของที่ระลึก

          วันนี้ตลาดเครื่องปั้นดินเผาอาจจะดูเงียบเหงาและซบเซาไปตามกระแสเศรษฐกิจ หรือด้วยอุตสาหกรรมภาชนะโลหะและพลาสติกต่างๆ ที่เข้ามาทดแทน แต่บ้านเหมืองกุงยังคงมีอีกสิบกว่าครัวเรือน ที่ยังคงสืบสานอาชีพปั้นดินกันอย่างเหนียวแน่น

          แม้ปัจจุบันกระแสการพัฒนาดูเหมือนลุกลามรวดเร็วมาเพียงไร แต่สองข้างทางเดินในหมู่บ้านเหมืองกุง วันนี้ เราจะยังคงเห็นป้าต้อย..นั่งปั้นน้ำต้นอยู่ในรั้วบ้านเพียงลำพัง พร้อมกับมีรอยยิ้มให้กับทุกคนที่เดินผ่านหรือแวะพูดคุย ป้าปวน..ก็ยังคงพยายามรักษารูปทรงน้ำต้นดั้งเดิมด้วยสองมือมาตลอดชีวิต ช่างประพัทธ์..ช่างจันทร์..ยังคงอุ้มดินก้อนใหญ่ๆ นำมาปั้นอ่างบัวและแจกันอยู่อย่างไม่เว้นวัน

          ทั้งหมดทั้งมวลของบ้านเหมืองกุงที่ผ่านมากว่า ๒๐๐ ปีนั้น ปัจจุบันเราก็หวังเพียงว่า งานฝีมือต่างๆ เหล่านี้ จะยังมีลมหายใจอยู่รอดปลอดภัยจากการเป็นเหยื่อของนวัตกรรมสมัยใหม่เท่านั้น

  

*หมายเหตุ

บ้านเหมืองกุงในอดีตเดิมชื่อว่า บ้านสันดอกคำใต้ ไม่มีหลักฐานว่าชื่อ เหมืองกุง นั้นเปลี่ยนมาเมื่อใด แต่คำว่า กุง คือที่เก็บน้ำในสมัยเก่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน การขุดดินลงไปเป็นหลุมเป็นโพรง ชาวบ้านก็เรียกว่า กุง เช่นกัน

 

ติดต่อสอบถาม

บ้านเหมืองกุง หมู่ที่ ตำบลหนองควาย อำเภอหางคง จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๒๓๐

Facebook Baan Muang Kung handicraft. ตำนานน้ำต้นคนปั้นดิน

โทร. ๐๘ ๔๓๘๙ ๖๖๑๕ และ ๐๘ ๙๕๕๒ ๗๐๘๒

 

อ้างอิงจาก

งานวิจัยของอาจารย์สมโชติ อ๋องสกุล จากหนังสือคู่มือ หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการท่องเที่ยว บ้านเหมืองกุง และจากคำบอกเล่าจากคนในชุมชนแห่งบ้านเหมืองกุง

 

เรื่อง : วชิระ สีจันทร์
ภาพ : วิศาล น้ำค้าง

Hits: 244