ครูเผือน สืบศิลป์สอดสานย่านลิเภา

            หัตถศิลป์ไทยชิ้นล้ำค่าด้วยงานจักสานย่านลิเภา ผลงานงดงามอันประณีตนั้นสืบทอดมาจากครูช่างพื้นบ้านถิ่นใต้ และหนึ่งในครูผู้ยังคงสืบสานงานศิลป์สู่รุ่นต่อไป คือ ครูเผือน คงเอียง ชาวอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา

จากกองทัพสู่ครูช่าง

            ย้อนหลังไปในปีพุทธศักราช ๒๕๑๖ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ตามเสด็จในหลวงรัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในจังหวัดนครศรีธรรมราช ในครั้งนั้นมีผู้นำเครื่องใช้ที่ทำจากย่านลิเภาทูลเกล้าฯ ถวาย พระองค์ทรงรับไว้ด้วยสนพระราชหฤทัย ตรัสถามถึงที่มาของย่านลิเภาจนทรงทราบว่าเป็นงานหัตถศิลป์เก่าแก่ของชาวนครศรีธรรมราช จึงมีพระราชดำริให้อนุรักษ์และสืบทอดงานหัตถศิลป์นั้นไว้

            ครั้นถึงพุทธศักราช ๒๕๑๗ ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส และเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในจังหวัดนครศรีธรรมราชอีกครั้ง ในครั้งนี้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้พลโท สัณห์ จิตรปฏิมา แม่ทัพภาคที่ ๔ ในขณะนั้น จัดหาครูช่างย่านลิเภามาสอนให้กับครอบครัวทหาร นับเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายย่านลิเภาของร้อยเอกเผือน คงเอียง นายทหารปืนใหญ่แห่งกองทัพภาคที่ ๔

            “เมื่อมีครูมาสอน แม่บ้านผมก็มาเรียน ส่วนผมอยู่ชุดบันทึกกิจกรรมทหารในสนามก็มาทำข่าวเผยแพร่ ผมเห็นแล้วก็เกิดความสนใจจึงขอเรียนด้วย ปรากฏว่าคนอื่นทำไม่ได้ แม่บ้านผมก็ทำไม่ค่อยเป็น มีผมคนเดียวที่ทำสำเร็จ ตอนนั้นผมทำกระเป๋าลายมัดหมี่ ครูมาสอน ๓ เดือนแล้วก็ไป เมื่อผมทำได้เขาก็เลยให้ผมสอนต่อ ต่อมาแม่ทัพภาคที่ ๔ ได้สั่งให้ทำผลิตภัณฑ์ย่านลิเภาทูลเกล้าฯ ถวายหนึ่งชิ้น ผมก็ทำกระเป๋า เมื่อเสด็จฯ พระแปรราชฐานไปที่ทักษิณราชนิเวศน์ แม่ทัพภาคที่ ๔ ก็นำกระเป๋าไปถวาย ทรงโปรดและทรงใช้ทันทีเมื่อพระองค์เสด็จฯ ต่อไปที่จังหวัดตรัง ผมเห็นในภาพข่าวก็ดีใจมาก นับจากนั้นผมก็ทำถวายทุกปี

          มีอยู่คราวหนึ่งพระองค์ทรงมีพระราชเสาวนีย์ผ่านทางราชเลขาฯ ให้ผมทำกระเป๋ารูปทรงฟักทอง ด้วยความไม่เข้าใจว่าฟักทองหมายถึงอะไร ก็เดาเอาว่าทรงให้ทำรูปน้ำเต้า ผมไม่รู้จักฟักทองเพราะภาษาใต้เรียกว่าน้ำเต้าเทศ เมื่อราชเลขาฯ นำไปทูลเกล้าฯ ถวาย พระองค์ทรงรับสั่งว่า “ให้ครูเผือนทำฟักทอง ออกมาเป็นน้ำเต้า แต่ก็น่ารักดี” ผมก็เลยทำกระเป๋าฟักทองอีกใบถวาย

          จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ทรงเปิดศูนย์ศิลปาชีพบางไทร แผนกแรก ๆ คือ สานย่านลิเภา จักสานไม้ไผ่ ทอผ้าไหม และทอจก มีทั้งหมด ๔ แผนก พระองค์ท่านให้แม่ทัพภาคที่ ๑ (พลโท ปิ่น ธรรมศรี) ขอตัวผมมาสอน สอนครบ ๓ เดือนก็กลับไปประจำที่กองทัพ เมื่อพระองค์เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปที่ทักษิณราชนิเวศน์ในเดือนสิงหาคม ทางราชเลขานุการในพระองค์ก็มาขอตัวผมให้ไปสอนพี่น้องมุสลิมที่นราธิวาส

          คืนหนึ่งผมนอนอยู่ที่กองรักษาการซึ่งอยู่ระหว่างทางเสด็จฯ ผ่าน เห็นว่า ๔-๕ ทุ่มแล้ว พระองค์เพิ่งเสด็จฯ กลับ ผมก็คิดว่าพระเจ้าแผ่นดินอะไรต้องเหนื่อยขนาดนี้ ผมนอนหลับไปตื่นหนึ่งแล้วพระองค์เพิ่งเสด็จฯ กลับจากเยี่ยมชาวบ้าน ผมนั่งนึกในใจว่าถ้ามีโอกาสจะไปรับใช้ด้วยความยินดีโดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น พอสิ้นเดือนสิงหาคมพระองค์เสด็จฯ กลับ ผมกลับมากองทัพได้สัก ๑๐ วัน ราชเลขานุการในพระองค์ก็ขอตัวมาอยู่ที่บางไทร ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ นับแต่เริ่มเปิดสอนที่นี่ ซึ่งเป็นแผนกแรกและผมเป็นครูคนแรกที่มาจากข้างนอก”

          นับแต่นั้นครูเผือนก็ได้เป็นครูสอนย่านลิเภาที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรมาจวบจนทุกวันนี้

 

เส้นทางสายย่านลิเภาจากป่าสู่งานหัตถกรรม

          “...ย่านลิเภานี้เป็นศิลปะเก่าแก่ของบรรพบุรุษเรา แล้วก็วัตถุดิบก็เกิดขึ้นเองภายในประเทศคือ ทางภาคใต้ที่ฝนตกมาก ตัวย่านลิเภานั่นก็คือเป็นวัชพืชชนิดหนึ่ง ที่ขึ้นเองรกโดยธรรมชาติใต้ต้นยาง ใต้สวนยางปิดดินชุ่มชื่น และที่ภาคใต้ใช้ได้ดี เพราะว่าฝนตกมาก ทำให้เกิดความเหนียว ทำให้เส้นเหนียว แล้วก็อยู่ได้เป็นร้อยปี... ถ้าแม้นว่าทิ้งให้แก่กับต้นแล้วใยของเขาจะเหี่ยวอยู่ได้เป็นร้อยปี โดยไม่มีตัวแมลงมากัดกินเลย เพราะฉะนั้นเรียกได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเมืองไทย...”

            (พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา)

            ย่านลิเภาเป็นเฟิร์นเถาชนิดหนึ่งที่ทอดเถาพันไปบนต้นไม้ใหญ่ ขึ้นในป่าทางภาคใต้ที่มีอากาศชื้นฝนตกชุก โดยมีมากที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และนราธิวาส พบว่ามีการทำเครื่องใช้และภาชนะต่าง ๆ จากย่านลิเภามาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ชาวบ้านจะนำมาสานเป็นกระเชอกุบหมาก กล่องยาเส้น พาน เชี่ยนหมาก ป้านชา กล่อง ขันใส่ของ กรงดักนก และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ

            ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว งานจักสานย่านลิเภาเป็นที่นิยมในหมู่เจ้านายชั้นสูง เนื่องจากเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งพระยาสุขุมนัยวินิต สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช ได้ฟื้นฟูการจักสานย่านลิเภาขึ้น และแพร่หลายเข้าไปในวัง งานชิ้นหนึ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพบคือ กล่องที่สานด้วยย่านลิเภาของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ที่มีรูปทรงคล้ายหนังสือที่มีสันหนา อายุประมาณกว่า ๑๐๐ ปี แต่ยังมีสภาพสมบูรณ์ ทรงนำกล่องย่านลิเภาใบนี้มาเป็นต้นแบบให้ศึกษา

            “ย่านลิเภานี่ทีแรกข้าพเจ้าคิดว่าเป็นหญ้าชนิดหนึ่ง แต่ตอนหลังเห็นชาวต่างประเทศเขาสนใจมาก จึงได้ทราบว่า เป็นใยชนิดหนึ่ง อยู่ในตระกูลของเฟิร์น แข็งแล้วเหนียวมาก เหนียวแล้วอ่อนสลวยเชียวถักได้อย่างงดงาม สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็โปรดให้สมเด็จพระบรมราชินีต่าง ๆ ถือซึ่งบัดนี้อายุกว่า ๑๐๐ ปีก็ยังอยู่สวยงาม เมื่อคราวท่านนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นมาข้าพเจ้าก็ให้ดู เขาก็ตื่นเต้นบอกว่า แหมนี่เป็นใยอะไรถึงได้สวยงามและอยู่ได้ทนทานกว่าหวายอยู่ถึง ๑๐๐ ปี สียิ่งขรึมไป สวยเป็นมันอยู่ในที สวยกว่าถักใหม่ ๆ อีก...”

            (พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา)

            ย่านลิเภาพันธุ์ที่นำมาใช้จักสานได้คือ ย่านลิเภาใหญ่ เพราะมีลำต้นตรงและมีคุณภาพดีที่สุด ความมหัศจรรย์ของย่านลิเภาคือ เส้นเล็ก มีคุณสมบัติเหนียวคงทน เมื่อนำมาสานเป็นเครื่องใช้ก็จะทนทานใช้ได้นานนับศตวรรษ มีสีสันสวยงามตามธรรมชาติ คือ สีน้ำตาลและสีดำ ซึ่งสีน้ำตาลนั้นก็มีอ่อนแก่ เวลาสานต้องเลือกใช้เฉพาะสีที่เหมือนกันและเลือกเฉพาะเส้นที่ได้คุณภาพ ฉะนั้นในหนึ่งมัดที่มี ๑๐๐ เส้นจะใช้ได้ราว ๒๐ เส้นเท่านั้น สีที่หายากคือ หน้าน้ำตาลหลังขาว โดยด้านหลังที่เป็นสีน้ำตาลอ่อนจะใช้ทำลวดลาย เช่น ลายคชกริชและลายพิมพ์ทอง

            “...นครศรีธรรมราชมีการทำย่านลิเภามานานแล้วเป็นร้อยปี แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนให้แพร่หลาย เมื่อสมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงทราบว่ามีย่านลิเภามากที่ภาคใต้และเป็นงานศิลปหัตถกรรมของชาติที่ชาติอื่นก็ไม่มี ผมไม่เคยเห็นประเทศอื่นหิ้วกระเป๋าย่านลิเภา พระองค์ก็ทรงส่งเสริมขึ้นมา สมัยก่อนพระองค์ทรงตรวจงานเอง ทุกเย็นวันอังคารจะรวบรวมของทั้งหมดส่งไปให้พระองค์ทรงตรวจในวัง ไม่ว่าจะทำเสร็จหรือไม่เสร็จก็ต้องส่งตรวจ ทรงติชมให้คำแนะนำ เมื่อเสด็จฯ มาก็ทรงมาเยี่ยมชมและรับสั่งว่า “ให้ทำให้ละเอียดนะ ไม่อย่างนั้นจะเสียชื่อประเทศไทยหมด” ผมจำพระราชเสาวนีย์นี้ได้ขึ้นใจ สมัยหนุ่ม ๆ ทำได้ แก่แล้วทำไม่ไหวสายตาไม่ดี ต้องใส่แว่นทำได้แค่นี้ ต้องส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป ถ้าพระองค์ไม่ทรงส่งเสริมนำมาปัดฝุ่นขึ้นมาผมเชื่อว่าจะต้องหมดไปจากประเทศไทยแล้วแน่ ๆ...”

          ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกลและพระอัจฉริยภาพที่ทรงเล็งเห็นคุณค่าของงานศิลปหัตถกรรมของชาติ ทรงนำขึ้นมาฟื้นฟูใหม่และมีพระราชดำริสร้างสรรค์ให้มีรูปทรงใหม่ ๆ อีกทั้งการประดับตกแต่งด้วยทอง นาก ถมเงิน ถมทอง ไปจนถึงงาช้างและอัญมณีต่าง ๆ ให้งดงามวิจิตรยิ่งขึ้น จนผลิตภัณฑ์ย่านลิเภาดูสวยงามล้ำค่า นอกจากนี้พระองค์ทรงสนับสนุนด้วยการทรงใช้ผลิตภัณฑ์ด้วยพระองค์เอง และทรงนำไปจัดแสดงในต่างประเทศ จนทำให้ผลิตภัณฑ์ย่านลิเภาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

 

ใจกำหนด ตาและมือประสานสอดเส้นสาย

            งานหัตถศิลป์ย่านลิเภาเป็นงานประณีต ต้องอาศัยความอดทน ด้วยการใช้สายตาและสมาธิสูง หากไม่มีใจรักแล้วก็จะท้อได้ เพราะย่านลิเภาแต่ละเส้นที่ใช้สานนั้นเล็กละเอียดราวเส้นผม แต่ละขั้นตอนต้องทำด้วยความเพียร ตั้งแต่การเลือกเส้นให้มีสีเดียวกัน การแบ่งเส้นและเอาไส้ออก ชักเลียดด้วยการร้อยเส้นผ่านฝากระป๋องเจาะรูทีละเส้น ๆ เพื่อรูดให้เส้นเรียบและมีขนาดเท่ากัน แล้วขูดให้ลื่นเรียบมันวาว จึงขึ้นโครงด้วยหวายเส้นเล็กทีละชั้น โดยไม่มีแบบพิมพ์ใด ๆ การขึ้นรูปทรงจึงกำหนดด้วยใจ ให้โค้งอ่อนไปตามจินตนาการของช่างศิลป์ผู้สาน แล้วสอดเส้นย่านลิเภาสานอย่างละเอียดสลับลวดลาย ปิดท้ายด้วยการเคลือบเงา งานแต่ละชิ้นจึงใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๔๕ วัน ชิ้นที่มีความยากและมีขนาดใหญ่กว่าจะสำเร็จก็กินเวลาหลายเดือน

            “คนที่จะสานย่านลิเภาได้ต้องมีตาดี สมาธิดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรักในงานต้องเป็นอันดับหนึ่ง งานจักสานไม้ไผ่ลายขิดและสานย่านลิเภาซึ่งเป็นงานที่ยาก ถ้ามีใครมาสมัครเรียนผมจะรับทันที เพราะถ้าเขาตั้งใจมาแล้วเราจะรับ พระองค์ท่านทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านมีวิชาชีพ ผมคิดเสมอว่าว่าเกิดเป็นคนไทยนี่มีบุญ มีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นวิเศษกว่าที่อื่น ประชาชนเดือดร้อนที่ไหน ประชาชนประสบภัยพิบัติที่ไหน น้ำตาตกที่ไหน พระองค์ท่านทรงไปซับน้ำตาให้ ผมเคยพูดเช่นนี้ต่อหน้าพระพักตร์ พอพูดจบทรงตรัสว่า “พูดเก่งนะ พูดให้คนรักชาติ ให้อยู่ที่นี่นาน ๆ นะ ช่วยกันสร้างความสามัคคี” ผมกราบทูลตอบรับว่าพระพุทธเจ้าข้า ผมเป็นโรคหัวใจจะตาย แม่บ้านก็เป็น ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณรับไว้เป็นคนไข้ในพระองค์ เมื่อได้เข้าเฝ้าใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทก็รู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่ใกล้แม่ที่ทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน ผมไม่มีอะไรจะถวายตอบแทนในพระเมตตาของท่าน ผมได้บวชและอุทิศร่างกายถวายเป็นพระราชกุศล”

          เป็นเวลากว่า ๓๕ ปี ที่ครูเผือนได้อุทิศตนสร้างช่างฝีมือจักสานย่านลิเภาจำนวนหลายร้อยคนขึ้นมาที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จนถึงวันนี้แม้ว่าครูเผือน คงเอียง มีอายุ ๘๒ ปีแล้ว แต่ก็ยังตั้งใจสืบสานเส้นสายย่านลิเภาให้เป็นมรดกอันน่าภาคภูมิใจของชาติ

             “ผมไม่ห่วงว่างานสานย่านลิเภาจะสูญหาย เพราะยังมีคนที่รักงานนี้อยู่” 

 

 

เรื่อง : นันทนา ปรมานุศิษฏ์
ภาพ : สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์ และ สถาบันสิริกิติ์

Hits: 533