ไม้ไผ่ ดีไซน์ล้ำ แบรนด์ Korakot

ไม้ไผ่ดีไซน์ล้ำ แบรนด์ Korakot

     เมื่อความคิดสร้างสรรค์ผสานกันลงอย่างตัวกับภูมิปัญญาไทยและวัฒนธรรมดั้งเดิม ก่อเกิดงานหัตถศิลป์ร่วมสมัยที่ทรงคุณค่า สู่การขับเคลื่อนชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยสินค้าทางวัฒนธรรม หนึ่งในนักออกแบบที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์กลั่นภูมิปัญญาท้องถิ่น มาสร้างเป็นผลงานเหล่านั้น คือ กรกต อารมย์ดี

            “กรกต อารมย์ดีนักออกแบบสร้างสรรค์คนไทย ที่ได้รับรางวัล ASEAN Selections 2017 ผู้สร้างแบรนด์กรกต (Korakot) สินค้าไลฟ์สไตล์ให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศ อีกทั้งยังได้รับรางวัลศิลปาธร ประจำปี ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่ศิลปินไทยร่วมสมัย โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยกระทรวงวัฒนธรรม

            กรกต อารมย์ดี นักออกแบบไอเดียเลิศผู้หยิบเอาไม่ไผ่มาผสมผสานกับเทคนิคการทำว่าว ก่อเกิดผลงานศิลปะแนวอัตลักษณ์ไทย สร้างรายได้แก่ชุมชน ไม้ไผ่และเชือก วัสดุที่อยู่ใกล้ตัวคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นตระกร้า พัด ฝาชี หรือ กระติ๊บข้าวเหนียว ล้วนเกิดมาจากการสานไม้ไผ่เป็นรูปทรง แต่ใครจะคิดว่าวัสดุเหล่านี้สามารถนำมาสร้างศิลปะได้ กรกตได้สร้างผลงานโดดเด่นเป็นที่เตะตา มียอดสั่งซื้อที่ผลิตไม่ทันจนลูกค้าต้องสั่งจองล่วงหน้ากันนานหลายเดือนเลยทีเดียว นับเป็นการสร้างมิติใหม่ให้อุตสาหกรรมพื้นบ้าน

            ชื่อของ กรกต อารมย์ดี อาจไม่เป็นที่รู้จักมากนักในสายตาของชาวไทย แต่เขาเป็นที่รู้จักดีในสายตาของชาวต่างชาติในชื่อของแบรนด์korakot” ด้วยผลงานศิลปะสุดครีเอทที่ได้รับแรงบันดาลใจในวัยเด็กมาจากก๋ง ที่ใช้ไม้ไผ่และเชือกมาดัด มัดและสานออกมาจนได้รูป ผลงานของเขานั้นมีมากมายตั้งแต่เครื่องเรือนชิ้นเล็กๆ โคมไฟ โต๊ะ เก้าอี้ ขยับมาเป็นประติมากรรมสุดอลังการ ไปจนถึงสถาปัตยกรรมระดับโรงแรมเลยทีเดียว

            จุดแข็งที่ทำให้แบรนด์กรกตตีตลาดต่างประเทศได้คือ ความสามารถในการผสมผสานเทคนิคการออกแบบงานประติมากรรมด้วยการถักทอ ผสานแรงบันดาลใจจากรูปทรงที่มีอยู่ในธรรมชาติ ตัดทอนรายละเอียดให้มีความงดงามดึงดูดใจ การทำชิ้นงานที่มีความละเอียดประณีตได้ในปริมาณมาก เป็นผลมาจากการกระจายงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต โดยตัวกรกตเป็นคนออกแบบ แล้วส่งงานต่อให้ช่างฝีมือชาวบ้านในท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียงที่ว่างจากการทำงาน เป็นผู้ผลิตชิ้นงาน รวมถึงยังฝึกฝนคนรุ่นใหม่ให้กลายเป็นช่างฝีมืออีกด้วย กลายเป็นธุรกิจที่ยกระดับงานฝีมือชาวบ้านให้ออกสู่ตลาดต่างประเทศ ยกระดับชีวิตคนในชุมชนด้วยการดึงเม็ดเงินกลับเข้ามา กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของนักออกแบบ ที่ใช้วิชาด้านศิลปะและภูมิปัญญาท้องถิ่นเลี้ยงชีวิตคนในชุมชน ผลงานแบรนด์ Korakot สามารถพบเห็นได้ตามห้างสรรพสินค้า โรงแรม และรีสอร์ทชั้นนำ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ สยามพารากอน โรงแรมสยามเคมปินสกี้ ไอคอนสยาม เป็นต้น

 

 

            ที่มาและจุดเริ่มต้นแห่งความคิด

            กรกต อารมย์ดี (โอ๋) เกิดมาในครอบครัวชาวประมง จังหวัดเพชรบุรี โดยครอบครัวมีอาชีพทำประมงและขายปลาหมึก แต่ตัวเขาเองกลับมีความสนใจในเรื่องของศิลปะโดยเฉพาะการวาดภาพ จึงมุ่งมาทางสายศิลปะและสอบเข้าเรียนภาควิชาจิตรกรรม คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพาได้สำเร็จ หลังจากเรียนจบก็ได้มาเรียนต่อปริญญาโทที่คณะมัณฑนศิลป์ สาขาประยุกต์ศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเน้นให้นักศึกษาสร้างงานศิลปะเพื่อตกแต่งและสร้างบรรยากาศภายในสถานที่ต่างๆ ซึ่งทักษะการวาดภาพเพียงอย่างเดียวคงทำให้เรียนจบไม่ได้แน่ๆ เพราะรูปเขียนที่ถนัดส่วนใหญ่เน้นไปที่วิถีชีวิตผู้คนซึ่งไม่ตอบโจทย์การตกแต่งสถานที่เท่าไหร่นัก เมื่อเกิดความกังวลก็ทำให้นึกถึงช่วงเวลาสมัยเด็กที่ได้มีร่วมกับก๋ง (พโยม อารมย์ดี) ชาวประมงที่มีงานอดิเรกเป็นนักทำว่าวระดับเซียน เพราะในช่วงหน้าลมชาวประมงจะแข่งว่าวกันทุกๆ ปี ซึ่งก๋งก็ได้ถ่ายทอดพื้นฐานการทำว่าวให้อีกด้วย ทั้งการตัดไม้ไผ่ การดัด และการผูกเงื่อน นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างชิ้นงานไม้ไผ่ขึ้นมา 

            กระบวนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

            “การที่เราได้เรียนที่ศิลปากรเนี่ย อาจารย์จะเน้นไปที่การทำงานสร้างสรรค์โดยใช้วัสดุพื้นบ้าน และได้เล็งเห็นว่าผมเองมีทักษะในการทำว่าวซึ่งสามารถที่จะต่อยอดเป็นงานประดับได้ อีกทั้งความเป็นวัฒนธรรมพื้นถิ่นหรือหัตกรรมพื้นบ้านเหล่านี้ มันมีเอกลักษณ์ มีเรื่องราว และมีคุณค่าในตัวเองมาก จากจุดนี้เองที่ทำให้ผมฝึกทักษะการปฎิบัติให้มีประสบการณ์การทำงาน จนเกิดความชำนาญ พอเราชำนาญแล้วเนี่ยเราก็สามารถใส่ความสร้างสรรค์ ใส่เรื่องราว และความเป็นวัฒนธรรมพื้นถิ่น ที่เราซึมซับมาลงไปในชิ้นงานได้ ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ยกระดับไปถึงการตกแต่งพื้นที่และงานโครงสร้าง ฝ้าเพดาน ความชำนาญนี่แหละที่ทำให้เราพัฒนาจนสามารถเชื่อมโยงกับวิชาชีพอื่นๆ ได้ เช่น งานออกแบบอินทีเรีย หรืองานสถาปนิก เป็นต้น

 

            การเลือกใช้วัสดุและแหล่งที่มา

            “ในผลงานแต่ละชิ้นนั้นวัสดุหลักที่ใช้คือ ไม้ไผ่ โดยไม้ไผ่ที่นำมาใช้มาจากชุมชนบ้านแหลมและบ้านลาด เขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เป็นไม้ไผ่สีสุก มีความเหนียวทนทาน มีผิวหน้าเรียบ เหมาะที่จะใช้ทำเครื่องจักสาน เครื่องเรือน ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ และอีกแหล่งคือ บ้านหนองเม็ก บ้านหนองหาร บ้านมาลายา จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นไผ่อีกชนิดหนึ่ง คือ ไผ่บงบ้าน มันขึ้นจากที่ดินที่ปลูกมันสำปะหลัง มีเนื้อเหนียว แห้งกร้าน มีกการสปริงตัวได้ดี ใช้กับงานที่ต้องการการดัดโค้ง เช่น การสานกระติ๊บ โดยเลือกใช้ไผ่ตามประเภทชิ้นงานที่ต้องการ (ไผ่บงมีทุกภาคนิยมนำมาทำพื้นและฝาบ้าน ถ้าผ่าครึ่งแล้วเลาะเอาส่วนที่กั้นระหว่างข้อออกทำเป็นรางน้ำได้) คนที่อุดรทำกระติ๊บเป็น แต่พอหน้าแล้ง ว่างจากการปลูกข้าว เขาจะอพยพไปทำก่อสร้าง ผมก็เอางานเข้าไปให้เขาทำ ทำให้ชาวบ้านอยู่ได้ ไม่ต้องออกไปใช้แรงงานนอกพื้นที่

 

            ไม้ไผ่เป็นวัสดุธรรมชาติ มีวิธีการแก้ไขเรื่องมอดและแมลงอย่างไร

            “วิธีการรักษาไม้ไผ่เนี่ย ผมได้เรียนรู้จากภูมิปัญญาชาวบ้านเลย อย่างเช่นบ้านแหลมเราอยู่ใกล้กับทะเลดังนั้น เราจึงใช้วิธีการแช่น้ำเค็มประมาณ วัน ส่วนที่บ้านลาดเป็นที่นาไม่มีทะเล ก็จะใช้วิธีแช่ใบสะเดาแทน ใช้เวลาประมาณ สัปดาห์ แต่ว่าเราจะไม่แช่ลงไปทั้งกระบอกเพราะจะทำให้การซึมเข้าเส้นใยลดลงจะอยู่แค่ส่วนผิว เราต้องปอกและเหลาเสียก่อนจึงจะนำไปแช่ ซึ่งต้องผ่านการเหลาด้วยมือเท่านั้นเพราะเครื่องจักรไม่สามารถแยกแยะระหว่างผิวไม้กับเนื้อไผ่ได้ หลังจากนั้นจึงนำขึ้นมาผึ่งให้แห้ง จุดนี้เองที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างงานให้กับชุมชน

 

            เข้าไปมีบทบาทในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างไร

            “พื้นฐานเลยนะครับ ทั้งที่บ้านแหลมและบ้านหนองเม็กเอง ชาวบ้านมีการปลูกไผ่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ทักษะในการทำไม้ไผ่ก็มีพร้อม เดิมที่บ้านแหลมเราทำการประมง แต่เนื่องด้วยราคาน้ำมันแพงขึ้นและราคาปลาหมึกเองก็ลดลง ชาวประมงจึงไม่มีงานทำ อีกทั้งการเข้ามาของพลาสติกทำให้งานจักสาน ชิ้นงานจากวัสดุธรรมชาติเองก็ลดลง ชาวบ้านที่ทำอาชีพเหล่านี้จึงเลิก หรือไม่ก็หันไปทำอาชีพอื่นในเมือง เราก็เข้าไปช่วยสร้างงานให้กับพวกเขา ตัวอย่างเช่น คุณลุงทองหล่อ แร่เงิน ที่ตำบลสระพัง ที่เรียนรู้วิธีการทำหลัวทำเข่งมาตั้งแต่อายุ ๑๓ ปี แต่ต้องหันไปทำงานก่อสร้างเพราะชิ้นงานขายไม่ออก การเข้าไปหาลุงแกก็เหมือนกับการไปปลุกไฟแกอีกครั้ง เพราะแกชอบไม้ไผ่มาก และมีฝีมือระดับเทพเลย จากเมื่อก่อนที่มีรายได้จากการทำเข่ง ตกประมาณวันละ ๑๕๐ ถึง ๒๐๐ บาท แต่ปัจจุบันหันมาเหลาไม้ไผ่ส่งให้ผมทำให้แกมีรายได้ต่อเดือน ๒๐,๐๐๐ ถึง ๒๕,๐๐๐ บาทเลย ยังมีงานในอีกหลายๆ ส่วน ซึ่งกระจายไปให้กับคนในชุมชนได้มีส่วนร่วมและมีรายได้เพิ่มเติม ไม่ต้องไปทำงานรับจ้างหรืองานอื่นที่ต้องจากบ้านไปไกลๆ แถมเราได้เกจิอาจารย์ หาไม้ไผ่ให้เรา เพราะเขาจะรู้ว่าไม้ไผ่ไหนดีที่สุด และไม้ไผ่เป็นไม้โตไว วัตถุดิบก็เลยไม่มีหมด ลุงที่ส่งวัตถุดิบให้ผมก็ยังตัดวนอยู่ในกอเดิมๆ ไม่ได้ไปไหน

 

            การออกแบบ มีผลมากน้อยอย่างไรกับงาน

            “การออกแบบสามารถทำให้ไม้ไผ่กระบอกละ ๘๐ บาท กลายเป็น ,๐๐๐ บาทได้ ซึ่งช่วยให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการตลาดเนี่ยสำคัญเลยนะ เพราะว่าชิ้นงานจะต้องตาตลาดของคนที่รักงานหัตถกรรม และเป็นที่ต้องการของเขาด้วย อย่างถ้าเราขายในราคา ,๐๐๐ บาท ในไทย ก็จะมีคำถามว่าชิ้นเท่านี้เอง แพงเกินไปรึเปล่า ลดราคาได้ไหม? แต่เมื่อเราไปขายต่างประเทศ เรากลับเจอคำถามว่า งานชิ้นนี้ใช้เวลาทำกี่วัน? ทำกันกี่คน? ซึ่งเขาจะมองเห็นคุณค่าของชิ้นงานมากกว่า การนำไอเดียไปช่วยให้ชาวบ้านให้ผลิตและแปรรูปสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่าเองได้  อย่างเช่น งานออกแบบก้านจาก ซึ่งเป็นโอทอปจากที่จังหวัดตรัง ซึ่งผมได้เข้าไปช่วยพัฒนาแบบ ทำการตลาดให้ ได้ผลตอบรับดีมาก ช่วยนำรายได้สู่ชุมชนได้มากกว่าการสนับสนุนให้เขาขายแค่วัตถุดิบ ก้านจากมันขึ้นจากดินเค็ม ดินเลน มันมีแร่ธาตุของเกลืออยู่แล้ว มีสีนวลเหมือนงาช้าง เหมือนพืชตระกูลปาล์ม ซึ่งมีเส้นใยที่เหนียวมาก เราก็ใช้ประโยชน์จากตรงนั้น ซึ่งมันเพิ่มมูลค่าได้ เราในฐานะนักออกแบบที่มองเห็นตรงจุดนี้ สามารถเข้าไปช่วยพวกเขา ให้ทำสิ่งที่รักและสร้างรายได้ที่ดีอีกด้วย

 

 

            สรุปขบวนการตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงการทำตลาดและการบริหารจัดการ

            ผมเริ่มจากงานวิจัยของตัวเอง แตกยอดไปสู่ผลิตภัณท์ งานตกแต่งร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า จนไปถึงงานที่เกี่ยวของกับบูธพาวิลเลี่ยน อีเว้นท์ เทศกาลต่างๆ ต่อยอดจาก indoor ไปสู่ outdoor ซึ่งใช้พื้นฐานเดียวกัน พอเราปฏิบัติมาแล้ว เราเห็นขั้นตอนในการทำงาน เห็นตั้งแต่บันไดขั้นแรกไปจนถึงขั้นสุดท้าย เราก็จะสามารถวางแผนการจัดการงาน แบ่งเบาภาระแต่ละส่วนออกไป กลายเป็นนักจัดการศิลปะ พอมาเจอเรื่องการตลาดด้วย ผมต้องไปซื้อพื้นที่ขายของแสดงงานที่ฝรั่งเศสทุกปี เพื่อโชว์สินค้า ดูเทรนด์ ดูช่องว่างทางการตลาด ดูช่องทางในการขาย ดูว่าโอทอปของเราจะทำอะไรได้บ้าง แล้วกลับมาพัฒนาในชุมชนของเรา ว่าจะทำอะไรให้ชุมชนของเรามีรายได้ ให้มีเงินเข้ากระเป๋าชุมชน โดยเอาวิชาชีพของการออกแบบเข้ามาเกี่ยวข้อง เราต้องขยัน ต้องเป็นนักประยุกต์ต้องสร้างสุนทรียศาสตร์ งานที่ผลิตทุกวันนี้ส่งไป จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน อินโดนีเซี อุรุกวัย ตาฮิติ อเมริกา ฝรั่งเศส สเปน เป็นต้น ส่งไปเกือบทั่วโลกก็ว่าได้

 

 

            แนวทางการสนับสนุน

            อยากจะให้รัฐบาลมาช่วยสนับสนุนตรงจุดนี้ อยากให้นักออกแบบทำงานร่วมกับชุมชน เพราะนักออกแบบอยู่กับเทรนด์มองเห็นช่องทางการตลาด รู้ว่าทำแล้วจะไปขายใครจะพัฒนางานระดับโอทอปของชุมชนเข้าสู่สายตาของสื่อและผู้ซื้อทั้งในและนอกประเทศอย่างไร จะทำให้ความสำเร็จของชุมชนมีมากขึ้นกว่าเดิมและก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้นได้ การทำงานให้ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องมีความร่วมมือจากหลายฝ่าย เช่น คนที่เก่งการตลาด คนที่เก่งการนำเสนอ คนที่เก่งด้านการลงมือทำ แต่ละคนมีความถนัดที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเพียงลำพังแล้วมิอาจทำให้งานระดับชุมชนสำเร็จได้ แต่หากมีความร่วมมือกันจากทุกฝ่ายแล้วเราก็จะพัฒนากันไปอีกระดับหนึ่ง

 

 เรื่อง : อู๋ คุณากร
ภาพ : กรกต อารมย์ดี

Hits: 1263