สุวัฒน์ วรดิลก นักคิด นักเขียน ศิลปินวรรณศิลป์แห่งชาติ

            สุวัฒน์ วรดิลก (นามสกุลเดิม พรหมบุตร)

            เกิดเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๔๖๖ เป็นบุตรคนที่ ๒ ของอำมาตย์โทพระทวีปธุรประศาสน์ (วร วรดิลก) กับนางจำรัส วรดิลก ในวัยเด็กย้ายโรงเรียนบ่อยเพราะตามบิดาไปอยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ เนื่องจากบิดาเป็นข้าราชการกรมการปกครอง โดยเริ่มเรียนเตรียมปี ๑ (ปัจจุบันคือระดับอนุบาล) ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ในกรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๔๗๒ ก่อนย้ายมาเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ที่โรงเรียนประจำจังหวัดกระบี่ ชื่อโรงเรียนอมาตยาพิทยา ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ จากนั้นมาต่อชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ที่โรงเรียนวิเชียรมาตุ จังหวัดตรัง จนกระทั่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑

            หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ และเกิดกรณี “กบฏบวรเดช” ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ส่งผลให้บิดาต้องลาออกจากราชการ และเป็นเหตุให้ครอบครัวเปลี่ยนนามสกุลใหม่ จาก “พรหมบุตร” เป็น “วรดิลก” สุวัฒน์ วรดิลก เข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนมัธยมวัดโสมนัสวรวิหาร และเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร ต่อมาสอบเข้าเรียนต่อระดับเตรียมปริญญาที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง รุ่นที่ ๓ และเรียนต่อในระดับปริญญา ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ทั้งที่ตนเองอยากเรียนทางอักษรศาสตร์แต่ต้องเรียนวิชากฎหมายเพื่อตามใจบิดา จึงทำให้เรียนไม่จบ

             ก้าวแรกสู่โลกนักเขียน นักหนังสือพิมพ์

            ระหว่างเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ใน พ.ศ. ๒๔๘๕ ได้เริ่มทำงานเป็นข้าราชการวิสามัญ ตำแหน่งผู้คุมตรี ที่กรมราชทัณฑ์ กระทรวงมหาดไทย ๑ ปี เสมียนการเงิน ที่กรมบัญชีกลางทหารเรือ ๑ ปี แล้วกลับมาสอบได้เป็นเสมียนพนักงานของกรมราชทัณฑ์อีกครั้ง ช่วงนี้เองใน พ.ศ. ๒๔๘๙ มีโอกาสได้เริ่มทำงานเป็นนักข่าวที่หนังสือพิมพ์เอกราช ของ อิศรา อมันตกุล ต่อมาจึงลาออกจากราชการด้วยความปรารถนาที่จะเป็นนักอักษรศาสตร์

            สุวัฒน์เริ่มเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรกชื่อ “ตราบใดสุรีย์ส่องโลก” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖ ใช้นามปากกา ส.วรดิลก ตีพิมพ์ในข่าวภาพ รายสัปดาห์ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ และไม่ปรากฏผลงานเขียนออกมาอีก ต่อมาเมื่อ วิตต์ สุทธเสถียร ออกหนังสือพิมพ์ชาติไทยวันอาทิตย์ คู่กับชาติไทยรายวัน ใน พ.ศ. ๒๔๘๘ มีนโยบายสนับสนุนนักเขียนใหม่ สุวัฒน์จึงมีโอกาสเขียนเรื่องสั้นอีกครั้ง โดยคราวนี้เขียนเรื่องสั้นชื่อ “เงามะพร้าวที่นาชะอัง” ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้อ่านจนทำให้เขียนเรื่องต่อมาได้อีกมาก ทั้งเรื่องรัก เช่น “ไออุ่นจากทรวงนาง” “ระอารัก” “ภูษิตเรียกเมียด้วยเสียงซอ” เรื่องวิจารณ์หรือเสียดสีสังคม เช่น “เทพเจ้า” “อีเงาะ” “ผีเข้าอีจง” เรื่องอิงพงศาวดาร เช่น “คำให้การ” “ในกระแสแห่งยุติธรรม” เรื่องกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกทางจริยธรรมและมนุษยธรรม เช่น “มวยแถม” และ “คนข้างหลืบ” เป็นต้น

            สุวัฒน์เป็นนักข่าวประจำโรงพักให้หนังสือพิมพ์เอกราชได้ครึ่งปี อิศรา อมันตกุล เห็นว่าไม่เหมาะกับหน้าที่นี้จึงได้เปลี่ยนให้เขียนเรื่องในเล่ม เรื่องสั้นที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือ “ท่องไปในแดนรัฐประหาร” (พ.ศ. ๒๔๙๐) ซึ่งเขียนก่อนเกิดการรัฐประหาร พ.ศ. ๒๔๙๐ ต่อมาได้รับอนุญาตให้เขียนนวนิยายประจำฉบับ เรื่องแรกคือ “สัญญารักของจอมพล” เป็นเรื่องสั้นขนาดยาว ในระยะนี้เองเกิดล้มป่วยด้วยวัณโรคที่ขั้วปอดอย่างรุนแรง เมื่อหายป่วยแล้ว หนังสือพิมพ์เอกราชถูกสั่งปิด ชีวิตนักหนังสือพิมพ์จึงสิ้นสุดลง

            ต่อมาสุวัฒน์ได้ฝากตัวกับ กุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา) บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ประชามิตร-สุภาพบุรุษ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ระดับคุณภาพมาตรฐานของยุคนั้น โดยส่งเรื่องสั้นเกือบ ๑๐ เรื่องให้พิจารณา แต่ได้รับการตีพิมพ์เพียงเรื่องเดียว คือ “เขาและหล่อนอยู่กันคนละซีกโลก” หลังจากนั้นจึงมีผลงานได้รับการตีพิมพ์อีกเรื่องคือ “ทุ่งทานตะวัน”

 

             นวนิยาย บทละครเวที

ศาสตร์อีกแขนงที่ทำสำเร็จ

            ผลงานนวนิยายของ สุวัฒน์ วรดิลก เริ่มปรากฏในหน้านิตยสารหลังจากที่เขียนเรื่องสั้นมาได้ ๒ ปี ผลงานเรื่องแรก “เปลวสุริยา” ในปิยะมิตร ได้รับการตอบรับอย่างดี และทำให้ยอดจำหน่ายของหนังสือเล่มนี้พุ่งสู่ความนิยมสูงสุดในช่วงต้นทศวรรษ ๒๔๙๐ ผลสำเร็จจากเรื่อง “เปลวสุริยา” ทำให้เกิดผลงานเรื่อง “ราชินีบอด” และเรื่องอื่น ๆ ตามมา ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้สุวัฒน์ เป็นนักประพันธ์ผู้รุ่งโรจน์แห่งยุค และทำให้ยึดการประพันธ์เป็นอาชีพเรื่อยมา

            ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ละครเวทีไทยเป็นมหรสพที่ได้รับความนิยมมาก เนื่องจากภาวะสงครามทำให้อุปกรณ์ในการถ่ายทำภาพยนตร์ขาดแคลน ไม่สามารถผลิตภาพยนตร์ป้อนแก่โรงภาพยนตร์ได้ ละครเวทีจึงมีบทบาทสำคัญขึ้นแทน

            สุวัฒน์เริ่มเขียนบทละครเวทีเรื่องแรกจากผลงานของตนเองคือ “สัญญารักของจอมพล” ให้คณะเทพอำนวย แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากยังไม่มีความรู้เรื่องการเขียนบทละครเท่าที่ควร ต่อมาได้รู้จักกับ จุมพล ปัทมินทร์ และ น.อ. สวัสดิ์ ทิฆัมพร แห่งคณะศิวารมณ์ ได้รับการติดต่อขอซื้อ “เปลวสุริยา” เพื่อทำละคร สุวัฒน์ตัดสินใจเขียนบทละครเอง โดยได้รับคำแนะนำวิธีการเขียนจากครูเนรมิต ทำให้ “เปลวสุริยา” เป็นบทละครเวทีที่สมบูรณ์เรื่องแรก

            ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๙๑–๒๔๙๔ สุวัฒน์มุ่งมั่นเขียนบทละครเวทีอย่างมาก จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญถึงขั้นสามารถกำหนดผู้ชมได้ล่วงหน้าว่าจะให้ชอบตอนใดบ้าง โดยใช้กลวิธีการเขียนให้มีภาวะวิกฤต (Climax) ในทุก ๆ ฉาก เขาได้ทุ่มเทให้กับงานละครเวทีอย่างถึงที่สุด นับเป็นผู้บุกเบิกวงการละครเวทีของไทยที่ทำหน้าที่ทั้งเขียนบท กำกับการแสดง อำนวยการแสดง และตั้งคณะละคร “ชุมนุมศิลปิน” ขึ้นโดยมีบทบาทในการต่อสู้เพื่อวงการละครมากมาย เช่น การพยายามวางหลักการและจัดระบบแบ่งผลกำไรเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่นักแสดง จนกระทั่งถึงปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ละครเวทีเริ่มเสื่อมความนิยมลง สุวัฒน์ลองหัดเขียนบทภาพยนตร์แต่ไม่ชอบ จึงกลับมาเขียนนวนิยายอีกครั้ง

             ช่วงชีวิตของนักคิด นักเขียน กับการเมือง

            วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๐๑ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ กวาดล้างจับกุมนักคิดนักเขียนครั้งใหญ่ สุวัฒน์ วรดิลก และ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี ภรรยา ถูกจับกุมคุมขังและตั้งข้อหาร้ายแรงคือ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพและมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ระหว่างถูกขังอยู่ในคุกและต่อสู้คดีในชั้นศาล ผลงานของเขาที่ออกมาในช่วงนั้นต่างถูกระงับ ขณะนั้น ชาลี อินทรวิจิตร ได้ตั้งคณะละครโทรทัศน์ขึ้น จึงชวนสุวัฒน์มาเขียนบทละครโทรทัศน์ และเมื่อนำเรื่อง “God sees the truth but waits” ของ ลีโอ ตอลสตอย มาเขียนเป็นบทละครเรื่อง “พระเจ้ารู้ทีหลัง” ก็ประสบผลสำเร็จจนทำให้ ชาลี อินทรวิจิตร ถูกหัวหน้าสถานีโทรทัศน์เรียกตัวไปสอบถาม ต่อมามีเรื่องชุดพระเจ้าออกมาอีก ๒ เรื่องคือ “พระเจ้ารู้ก่อนเสมอ” และ “พระเจ้าไม่รับรู้” และเมื่อย้ายมาอยู่คุกสองที่ลาดยาว สุวัฒน์รับจ้างเขียนบทละครวิทยุให้กับธนาคารออมสิน เรื่องแรกคือ “ผีก็มีหัวใจ” ใช้นามปากกา ยุพดี เยาวมิตร

            สุวัฒน์ วรดิลก ได้รับอิสรภาพเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๕ (เพ็ญศรี พุ่มชูศรี ภรรยาได้รับการปล่อยตัวออกมาก่อนแล้ว) ได้กลับไปอุปสมบทที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ตามคำแนะนำของบิดาและผู้บังคับการตำรวจสันติบาล (พล.ต.ต. ชัช ชวางกูร) หลังจากลาสิกขาบทแล้วจึงได้กลับมาเขียนนวนิยายอีกครั้ง

 

             ผลงานจารึกไว้ในแผ่นดิน

            ผลงานการประพันธ์ของ สุวัฒน์ วรดิลก ตลอด ๔๐ ปี มีทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย บทละครโทรทัศน์ บทละครวิทยุ บทภาพยนตร์ บทละครเวที และสารคดี ที่มากที่สุดคือ นวนิยาย ซึ่งมีถึง ๘๘ เรื่อง โดยเริ่มใช้นามปากกา รพีพร ในการเขียนนวนิยายเรื่อง “ภูตพิศวาส” ที่ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือแสนสุขรายสัปดาห์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ และเรื่องที่สองคือ “ลูกทาส” ส่งผลให้ชื่อ รพีพร โด่งดัง สามารถกอบกู้ฐานะทางการประพันธ์ เศรษฐกิจและสังคมได้ในเวลาอันรวดเร็ว ต่อมาจึงเกิดนามปากกา ไพร วิษณุ ไว้เขียนนวนิยายชีวิตโลดโผนประเภทป่าเขาลำเนาไพร ศิวะ รณชิต เขียนนวนิยายการเมือง และ สันติ ชูธรรม ใช้เขียนนวนิยายการเมืองเพียงเรื่องเดียวคือ พ่อข้าเพิ่งจะยิ้ม (เดิมชื่อ พ่อข้าไม่ผิด)

            ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ สุวัฒน์ได้ตั้งชมรมนักเขียน ๕ พฤษภา โดยเป็นประธานชมรม มีจุดประสงค์เพื่อหาเงินช่วย เลียว ศรีเสวก เจ้าของนามปากกา อรวรรณ เพื่อนนักเขียนที่แพทย์สันนิษฐานว่าเป็นมะเร็งที่หลอดลม ถูกตัดหลอดเสียงออก ต่อมาชมรมนี้ได้พัฒนาเป็น สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ในปี พ.ศ. ๒๕๑๔

            หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ สุวัฒน์ วรดิลก หันมาสนใจงานคุณภาพที่มีเนื้อหารับผิดชอบต่อสังคมและแนวการเมือง จึงนำเรื่อง “พิราบแดง” ที่เขียนค้างไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๑ มาเขียนต่อจนจบ และเขียนเรื่องใหม่ในชุด “แผ่นดิน” ได้แก่ แผ่นดินเดียวกัน แผ่นดินของเขา ฝากไว้ในแผ่นดิน และเขียนนวนิยายสะท้อนสังคม เช่น นกขมิ้นบินถึงหิมาลัย คามาล พิราบเมิน เป็นต้น

             ก่อนวันสิ้นศิลปินจากลาลับ

            รางวัลสำคัญที่ สุวัฒน์ วรดิลก ได้รับ อาทิ รางวัลพระราชทานตุ๊กตาทองภาพยนตร์เรื่อง “ลูกทาส” ในฐานะเจ้าของบทประพันธ์ยอดเยี่ยม พ.ศ. ๒๕๐๗ รางวัลชมเชยประเภทนวนิยาย เรื่อง ขอจำจนวันตาย จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๒๐ รางวัลชมเชยประเภทเรื่องสั้น จากหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด เหนือจอมพลยังมีจอมคน จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๔ และได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ. ๒๕๓๔ จากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ รวมถึง รางวัลพิเศษ “เกียรติคุณ ๑๐๐ ปี ศรีบูรพา” สาขานักคิด-นักเขียน พ.ศ. ๒๕๔๘

            สุวัฒน์ วรดิลก มีปัญหาด้านสุขภาพและความสูงวัย ทำให้ไม่สามารถตรากตรำทำงานหนักต่อไปได้ และเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลวด้วยวัย ๘๔ ปี ที่บ้านพักในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๐ โดยมีนวนิยายเรื่องสุดท้ายที่เขียนค้างไว้ คือ “ทอง-นาก” ตีพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย หลังจากนั้นไม่นานคู่ชีวิตของท่าน เพ็ญศรี พุ่มชูศรี นักร้องประจำวงดนตรีสุนทราภรณ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงไทยสากล-ขับร้อง) ประจำปี ๒๕๓๔ ก็เสียชีวิตลงในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐

 

 เรื่อง : วรุณพร พูพงษ์
ภาพ : กองบรรณาธิการ

Hits: 601