ประกิต (จิตร) บัวบุศย์ ครูผู้สร้าง ครูผู้ให้ แก่แผ่นดิน

 

เรื่อง : วรุณพร พูพงษ์ 

  

จิตร สารเสกสรรค์สร้าง                            ภูมิสรวง สวรรยา
ประกิต เกิดก่อนรุ้งรวง                             ผณิตราช
บัว บานเบิกอรุโณทัยไหว้ปวง                    ปรเมษฐ
บุศย์ ราคบัณฑรวรรณนฤนารถ                 เบิกฟ้า เฟือนดิน
ศิลปินแห่งชาติประกาศอัจฉริยะแกล้ว        ไกรหาญ
กล่นรายศิลปะวิทยาการ                           ก่ำฟ้า
กุมใจรักอีกดวงวิญญาณ                          เพาะช่าง ศิษย์แฮ
ตราบแผ่นดินสิ้นตะวันจ้า                         จุ่งแจ้ง จิตรอนันต์

                                                       

ประพันธ์โดย ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปีพุทธศักราช ๒๕๔๔
*บทประพันธ์คัดจากหนังสือ รำลึก ๑๐๐ ปี ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ประกิต (จิตร) บัวบุศย์ ราชบัณฑิต ศิลปินแห่งชาติ

 

      ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ประกิต บัวบุศย์ เดิมชื่อ จิตร เกิดเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๔๕๔ ที่บ้านถนนหลวง ข้างโรงพยาบาลกลาง กรุงเทพฯ เป็นบุตรของหลวงชาญหัตถกิจ ช่างหลวงในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะนั้นหลวงชาญหัตถกิจเป็นนายช่างใหญ่ กองลหุโทษ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงนครบาล กล่าวได้ว่าเด็กชายจิตรคลุกคลีและซึมซับความรู้ด้านงานศิลป์โดยตรงมาจากบิดา แม้บิดาจะมีความตั้งใจที่ไม่ให้ลูกเป็นช่างอย่างตนก็ตาม แต่สุดท้ายก็เลิกทัดทาน

      เมื่อจิตรเรียนจบชั้นมัธยมจึงเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเพาะช่าง อันเป็นสถานศึกษาช่างแห่งเดียวในยุคนั้น จนสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ และมีโอกาสได้ศึกษาด้านสถาปัตยกรรมไทยจากอาจารย์นาถ โพธิประสาท

       ในปีถัดมาได้บรรจุเป็นครูวาดเขียนในโรงเรียนเพาะช่าง ซึ่งเป็นช่วงที่ทางโรงเรียนมีโครงการเปิดสาขาที่เชียงใหม่ ครูจิตรจึงได้รับคัดเลือกให้ไปเป็นครูที่นั่น แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำในเวลานั้นโครงการดังกล่าวจึงถูกพับ อีกทั้งไม่สามารถทำเรื่องย้ายกลับมากรุงเทพฯ ได้ ท่านจึงทำงานอยู่ที่เชียงใหม่ไปก่อน กระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๘๓ จึงได้ย้ายกลับมาเป็นครูสอนวาดเขียนที่เพาะช่างเช่นเดิม ช่วงจังหวะดังกล่าวครูจิตรมีโอกาสได้ทำงานชิ้นใหญ่คือการทำ “พานรัฐธรรมนูญ หรือพานแว่นฟ้า” ประติมากรรมอันเป็นสัญลักษณ์การเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทย ครูจิตรทำสำเร็จเสร็จสิ้นในระยะเวลา ๘๐ วันซึ่งเร็วกว่ากำหนด ๑๐ วัน 

      ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๔ ครูจิตรได้รับทุนการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการให้เดินทางไปศึกษาต่อ ณ สถาบันวิจิตรศิลป์ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่สถานการณ์ของโลกเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ ๒ พอดี แม้ความเป็นอยู่ที่นั่นจะยากลำบาก แต่ท่านก็พยายามเรียนรู้และหาประสบการณ์อย่างเต็มที่ในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านหัตถกรรม เช่น เครื่องไม้ไผ่ เครื่องรัก เครื่องทอย้อมสี บาติก ภาพแกะไม้ หรือเครื่องปั้นดินเผา รวมถึงเดินทางไปวาดรูปตามชนบท ตลอดระยะเวลา ๖ ปีที่ครูจิตรใช้ชีวิตนักศึกษาปริญญาโทและศึกษาดูงานต่อในประเทศญี่ปุ่นนั้น ได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ หล่อหลอมแนวความคิด และมุมมองการใช้ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านมีโอกาสได้ซึมซับแนวทางอิมเพรสชันนิสม์ที่สนใจอยู่ก่อนแล้วได้มากยิ่งขึ้น กระทั่งสำเร็จการศึกษาทางด้านจิตรกรรม Hon Post Graduate Course of Oil Painting ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ และด้านประติมากรรม Hon Post Graduate Course of Sculpture ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ 

     หลังจากนั้นครูจิตรได้กลับมารับราชการที่โรงเรียนเพาะช่างและเริ่มออกแบบตึกเรียนใหม่ทั้งหมดแทนของเดิมที่ถูกระเบิดในช่วงสงคราม โดยทำตั้งแต่งานวางผัง ออกแบบอาคาร จนถึงการจัดภูมิทัศน์ ในที่สุดตึกเรียนของโรงเรียนเพาะช่างได้กลายเป็นต้นทางให้กับอาคาร “ทรงไทยประยุกต์” ของอาคารกระทรวงทั้งหมดที่ตั้งบนถนนราชดำเนิน และตึกศาลาว่าการจังหวัดทั่วประเทศไทย

      ต่อมา พ.ศ. ๒๔๙๙ ครูจิตรได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่โรงเรียนเพาะช่าง ได้ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนศิลปะและงานช่างให้ทันสมัย โดยนำเอาศิลปะหลักวิชา (Academy) ตามแบบสากลเข้ามาใช้ในหลักสูตรการเรียนการสอนศิลปะและหัตถกรรม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โรงเรียนเพาะช่างได้ผลิตครูช่างและช่างฝีมือด้านหัตถกรรมป้อนโรงเรียนและภาคธุรกิจมากมาย สร้างชื่อเสียงแก่โรงเรียนเป็นอันมาก กล่าวได้ว่าในยุคนั้นหากพูดถึงศิลปะ ศูนย์กลางความสนใจของผู้คนจะอยู่ที่โรงเรียนเพาะช่าง ที่พ่อแม่ผู้ปกครองมักส่งลูกไปเรียนตามคำแนะนำของครูศิลปะและงานช่างที่สอนอยู่ในโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศ นั่นหมายความว่า ครูจิตร หรืออาจารย์จิตร บัวบุศย์ ได้สร้างรากฐานความเชี่ยวชาญด้านศิลปะและงานช่างที่โรงเรียนเพาะช่างไว้อย่างมั่นคงตราบจนปัจจุบัน

 

     ในด้านวิชาการ ครูจิตรเขียนตำราเกี่ยวกับโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะไว้หลายเล่ม นำเสนอความคิดใหม่ ๆ ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเรียบเรียงจากประสบการณ์ตรงที่ได้ศึกษาค้นคว้าทั้งภาคทฤษฎีและภาคสนาม สำหรับผลงานด้านวิชาการประวัติศาสตร์ไทย และประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย รวมทั้งงานวิจัยด้านวัฒนธรรมที่ได้รับทุนวิจัยจากรัฐบาลออสเตรเลีย ค้นคว้าวิจัยเรื่องการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและการอพยพเคลื่อนย้ายของมนุษยชาติผ่านแหลมทอง โดยอาศัยหลักฐานจากแหล่งวรรณกรรมและศิลปกรรม ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคประวัติศาสตร์ไทย ท่านได้นำเสนอข้อมูลเชิงเปรียบเทียบได้อย่างแยบคาย กระทั่ง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช และนักประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ยกย่องว่าเป็นความกล้าหาญทางวิชาการที่หายากในเมืองไทย

     ท่านเขียนตำราไว้เล่มหนึ่งนำเสนอแง่มุมประวัติศาสตร์ศิลป์ของไทย โดยยึดโยงกันระหว่างศาสนาพุทธและศิลปกรรมของอินเดีย ท่านใช้คำว่า คลื่นทางพุทธศาสนาและศิลปะจากอินเดียได้เคลื่อนที่ผ่านสุวรรณภูมิเป็น ๔ ระลอก ชาวสยามหรือชาวไทยก็ได้อิทธิพลจากคลื่นทั้ง ๔ นั้น ตั้งแต่สมัยทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี เชียงแสน สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ จากผลงานวิชาการดังกล่าว รวมกับผลงานที่ผ่านมาแล้วทั้งหมด ท่านจึงได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นราชบัณฑิต สาขาวิจิตรศิลป์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๔

     ครูจิตรเป็นศิลปินที่มีบทบาทสำคัญต่อการวางรากฐานจิตรกรรมสมัยใหม่ในยุคแรกของไทยที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะและวิชาการตลอดระยะเวลาอันยาวนานกว่า ๗๐ ปี โดยเฉพาะงานด้านจิตรกรรม นับเป็นจิตรกรแนวอิมเพรสชันนิสม์ที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยผู้หนึ่งที่มีความชำนาญ สามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกประทับใจได้อย่างนุ่มนวลงดงามในเรื่องการใช้สีที่ประสานกลมกลืน สร้างบรรยากาศแสงเงาที่ร่มรื่น สดใส ไม่ว่าจะเป็นการพลิ้วไหวของแสง อากาศ น้ำ ต้นไม้ใบหญ้า ด้วยกลวิธีระบายสีด้วยเกรียงที่ปาดอย่างชำนาญ อิสระ ฉับพลัน เปี่ยมด้วยพลังความรู้สึกที่ต้องการแสดงออกในขณะนั้น ผสานกับกลวิธีระบายสีที่หลากหลาย โดยท่านจัดแสดงผลงานเดี่ยวและกลุ่มอยู่หลายครั้ง

     นอกจากนี้ครูจิตรยังมีผลงานด้านประติมากรรมและสถาปัตยกรรม ตลอดจนการศึกษาวิจัยที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศกว่า ๑๒ เรื่อง ด้วยการนำวิชาความรู้ด้านจิตรกรรมลายเส้นที่ย่อส่วนจากของจริงมาใช้ประโยชน์ในการศึกษาวิจัยงานด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม บูรณาการในแต่ละสาขาวิชาได้เป็นอย่างดี จนได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นราชบัณฑิต สาขาศิลปกรรมและเป็นศาสตราจารย์ (พิเศษ) สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล รวมทั้งได้รับยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาทัศนศิลป์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗ นับเป็นผู้สร้างสรรค์ สืบสาน พัฒนา อนุรักษ์และเผยแพร่ที่มีค่ายิ่ง และที่สำคัญ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ประกิต (จิตร) บัวบุศย์ ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๕

     กล่าวได้ว่านอกจากท่านจะเป็นศิลปินผู้มีผลงานศิลปะที่เต็มเปี่ยมด้วยพลังศิลป์แล้ว ท่านยังเป็นนักวิชาการ สถาปนิก และนักประวัติศาสตร์คนสำคัญของไทย

     ครูจิตรจากไปอย่างสงบเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๙.๐๐ น. สิริรวมอายุ ๙๙ ปี ๘ เดือน ๑๔ วัน แต่ผลงานและคำสอนของท่านก็ยังคงอยู่ตราบจนทุกวันนี้

 

เรื่อง : วรุณพร พูพงษ์ 

ข้อมูล : วารสารวัฒนธรรม ฉบับที่ ๔ ปี ๒๕๖๐
http://magazine.culture.go.th/2017/4/index.html

Hits: 2358