ประยูร อุลุชาฎะ น. ณ ปากน้ำ และพลูหลวง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี ๒๕๓๕

            ประยูร อุลุชาฎะ เป็นบุตรของนายพยนต์กับนางคำน้อย อุลุชาฎะ  เกิดที่บ้านคลองมหาวงศ์ เมืองปากน้ำ (จังหวัดสมุทรปราการ) เมื่อวันพุธที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๔๗๑  แต่แรกเมื่อแม่ตั้งท้อง พ่อหวังจะได้ลูกสาวถึงแก่ตั้งชื่อเอาไว้ล่วงหน้าว่า “รัชนี” แต่เมื่อคลอดออกมาเป็นบุตรชายอ้วนจ้ำม่ำ ผิวขาว ผมแดงเหมือนเด็กฝรั่ง พ่อจึงต้องไปกราบท่านเจ้าคุณวัดกลางขอชื่อใหม่ ท่านตั้งให้ว่า “ประยูร” ตามเกณฑ์ของเด็กผู้ชายวันพุธ คือใช้อักษรวรรคศรีกับวรรคเดชผสมกัน

            ต่อมาอีกหลายสิบปี เมื่อหันมาเขียนหนังสือ ประยูรก็ยังเก็บเอาตัว น จากชื่อรัชนี มงคลนามที่พ่อตั้งให้ มาผนวกรวมกับถิ่นฐานบ้านเดิม กลายเป็นนามปากกา “น. ณ ปากน้ำ”

            ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน เด็กชายประยูรมีชื่อเสียงในหมู่เพื่อนๆ ว่ามีฝีมือทางเขียนรูป มักถูกครูใช้ให้เขียนแผนที่รูปตับไตไส้พุง รูปเครื่องมือวิทยาศาสตร์ บนกระดานดำบ่อยครั้ง

            มีอยู่ปีหนึ่ง เมื่อยังเรียนมัธยมที่ปากน้ำ เขาเคยตามผู้ใหญ่เข้ามาเที่ยวงานรัฐธรรมนูญที่วังสราญรมย์ในพระนคร แล้วมายืนตกตะลึงอยู่หน้าร้านของกรมศิลปากร ที่นั่นมีรูปปั้นชายร่างกำยำขนาดสองเท่าคนจริง เดินยืดอกอย่างสง่าผ่าเผย ข้างใต้เขียนว่า เดิน-เดิน-เดิน อันมาจากเพลง “เดิน” เพลงปลุกใจของหลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากร ที่ว่า

“เดิน เดิน เดิน อย่ายอมแพ้ใคร ชาติไทยจงเดิน  เดิน เดิน เดิน ถ้าหวังก้าวหน้า เราต้องพากันเดิน”  ส่วนภายในร้านเต็มไปด้วยรูปปั้นอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ของนักเรียนศิลปากร ภายใต้การอบรมสั่งสอนของศาสตราจารย์คอราโด เฟโรจี ครูฝรั่งชาวอิตาลี ผู้ซึ่งภายหลังโอนสัญชาติเป็นไทยและเปลี่ยนนามเป็น “ศิลป์ พีระศรี”

            นับแต่นั้นมา ศิลปากรจึงเป็นความใฝ่ฝันของประยูร  เมื่อจบชั้นมัธยมฯ ๖ จากโรงเรียนประจำจังหวัดสมุทรปราการ  เพื่อนนักเรียนต่างมุ่งเข้ากรุงเทพฯ ไปเรียนต่อ เขาก็เข้ามาด้วยเช่นกัน แต่เมื่อมาถึงแล้วจึงเพิ่งรู้ว่าหากต้องการไปเป็นลูกศิษย์ “อาจารย์ฝรั่ง” ที่ศิลปากร ต้องไปเรียนโรงเรียนเพาะช่าง ซึ่งขณะนั้นมีฐานะเป็นโรงเรียนเตรียมของมหาวิทยาลัยศิลปากรเสียก่อน

            หลังจากจบเพาะช่าง ประยูรก็เข้าศึกษาต่อในคณะจิตรกรรม ประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ตามความใฝ่ฝัน

            ศิลปากรยุคนัั้นเป็นโลกของการเรียนอย่างจริงจังชนิดไม่มีวันหยุด  การสอบวิชาการแต่ละครั้งมีแต่สอบปากเปล่า นักศึกษาทุกคนต้องแม่นยำในทฤษฎีสี กล้ามเนื้อ และประวัติศาสตร์ศิลปะ เพราะครูจะจี้ถามอะไรก็ได้ทั้งสิ้น และหากตกวิชาใดวิชาหนึ่งแล้วก็เป็นอันว่าต้องซ้ำชั้น

            ดังนั้น นักศึกษาคณะจิตรกรรมที่เข้าเรียนพร้อมกับประยูร อุลุชาฎะ ราว ๒๐–๓๐ คนในชั้นปีที่ ๑ จึงลดลงครึ่งหนึ่งในปีที่ ๒ และเมื่อถึงปีที่ ๓ ก็มีเหลืออยู่เพียง ๗ คน

            เมื่อจบชัั้นปีที่ ๓ ได้อนุปริญญา  ประยูรถูกเกณฑ์เป็นทหารเรือตามภูมิลำเนา แต่เนื่องจากเขาเคยเรียนจบหลักสูตรยุวชนนายสิบมาแล้ว จึงได้ลดหย่อนเหลือเวลารับราชการทหารเพียง ๓ เดือน  เมื่อปลดจากทหารมา ประยูรกลับมาสมัครเรียนศิลปากรต่อในชั้นปริญญาอีก ๒ ปี คราวนี้ ทั้งรุ่นเหลือเพียงเขากับเพื่อนรวมเป็นสองคนเท่านั้น ทว่า หลังจาก ๒ ปีผ่านไป การณ์กลับกลายเป็นว่ามหาวิทยาลัยศิลปากรยังไม่สามารถประสาทปริญญาให้ได้  แม้จะเหมือนเป็นการเสียเวลาเปล่า แต่เขาก็คิดปลอบใจตัวเองว่าได้รับความรู้เต็มเม็ดเต็มหน่วยตามหลักสูตรที่อาจารย์ศิลป์ พีระศรี วางไว้ทุกประการ

            งานแรกในชีวิตของเขาคือการเขียนป้ายโปสเตอร์โฆษณาจักรเย็บผ้า ติดตามมาด้วยงานร้านเฟอร์นิเจอร์ และครูสอนวาดเขียน  กระทั่งอาจารย์ฝรั่งให้คนไปตามเขากลับมาช่วยสอนในโรงเรียนศิลปศึกษาที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากร (ปัจจุบันคือวิทยาลัยช่างศิลป์)

            ภายในไม่กี่ปี ประยูร อุลุชาฎะ อาจารย์หนุ่มหล่อแต่งตัวทันสมัยคนนี้ก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนแห่งนั้น  ช่วงนี้เช่นกันที่เขาเริ่มมีชื่อเสียงด้านงานจิตรกรรม

            การประกวดศิลปกรรมแห่งชาติที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงท้ายๆ ที่เขายังเรียนอยู่ กลายเป็นเวทีสำคัญสำหรับจิตรกรและประติมากรรุ่นเยาว์ของเมืองไทย  ประยูรได้รางวัลเหรียญทองแดงจากงานนี้มาแล้วหลายหน จนถึงครั้งหนึ่งที่เขาเดินทางไปวาดภาพและไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่เมืองจันทบุรี  เมื่อลงจากรถเมล์สองแถวโกโรโกโสในขากลับ เขาจึงพบว่ารูปสีน้ำมันขนาดใหญ่นับสิบรูปที่วาดขึ้นที่เมืองจันท์ฯ แล้วมัดซ้อนๆ กันมาบนหลังคารถ ถูกเด็กกระเป๋ารถที่ปีนขึ้นปีนลงเก็บหยิบสัมภาระผู้โดยสาร เหยียบย่ำจนทะลุป่นปี้แทบทั้งหมด เหลือรอดมาเพียงรูปเดียว

            และนั่นคือภาพที่ี่ได้รางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๑ เหรียญทอง ในงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๙ ปี ๒๔๙๘ ซึ่งแขวนแสดงเป็นการถาวรอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ อยู่จนบัดนี้

            ด้วยความสำเร็จจากหน้าที่การงานที่โรงเรียนศิลปศึกษา ประยูรในวัยยังไม่เต็ม ๓๐ ก็ได้รับมอบหมายตำแหน่งเลขาธิการมหาวิทยาลัยศิลปากร แต่แล้วโชคชะตากลับเล่นตลกกับเขา หลังจากเกียรติยศรางวัลเหรียญทองไม่ถึง ๒ ปี จิตรกรคนเดียวกันนั้นก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุน เมื่อเกิดความผิดพลาดเรื่องการเงินขึ้น แม้จะไม่ใช่ความผิดของเขา แต่โดยความรับผิดชอบในฐานะผู้บริหาร ประยูรต้องลาออกจากราชการ มิหนำซ้ำยังเกือบจะถูกจับกุมดำเนินคดีอีกด้วย

            หลายปีต่อมา เขาตะลุยเข้าป่าเข้าดง ตระเวนศึกษาศิลปะโบราณเพื่อให้ลืมเรื่องร้ายๆ เสีย เมื่อได้เดินทางมากเข้า พบเห็นมากเข้า ก็อดจะเปรียบเทียบกับความรู้เดิมของตัวไม่ได้  ประยูร อุลุชาฎะ จึงเริ่มต้นชีวิตนักเขียน จับปากกาขึ้นบอกเล่าเรื่องราวทางศิลปะออกสู่สาธารณชน  นามปากกา “น. ณ ปากน้ำ” จึงถือกำเนิดขึ้นที่นิตยสาร ชาวกรุง

            น. ณ ปากน้ำ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในบรรดา ”ผู้มาก่อนกาล” ขณะที่กรมศิลปากรยุคทศวรรษ ๒๕๐๐ ยังคงมุ่งมั่นกับการขุดสมบัติโบราณตามกรุวัดร้าง  . ปากน้ำ กลับล่วงหน้าไปถึงการศึกษาภาพเขียนบนฝาผนังโบสถ์วิหาร ลวดลายปูนปั้น และตู้พระธรรมลายรดน้ำ  แต่ก็เช่นเดียวกับผู้มาก่อนกาลคนอื่นๆ  เมื่อแลเห็นในสิ่งที่ผู้อื่นยังมืดบอด คิดล่วงหน้าไปยังเรื่องที่ยังไม่มีใครนึกฝัน ประกาศถึงความอันไม่มีผู้ใดพร้อมจะสดับฟัง ผลที่ได้รับย่อมเป็นความเจ็บปวด

 

เสียงของ . ปากน้ำ ไม่เคยดังพอ ทั้งกรมศิลปากร กรมการศาสนา ตลอดไปถึงสมมุติสงฆ์ที่ครอบครองมหาสมบัติของบ้านเมืองอยู่จึงไม่มีใครสนใจไยดีอะไร แต่งานที่เขาทุ่มเทชีวิตกระทำไปนี้ก็มิได้ไร้ผลโดยสิ้นเชิง เพราะข้อเขียนเหล่านั้นยังส่งผลสะท้อนสะเทือนต่อเนื่องมาอีกหลายสิบปี  บทความว่าด้วยศิลปะโบราณของไทยอันเป็นแหล่งรายได้เลี้ยงชีพดูแลลูกเมียในยามยากนี้เองได้จุดประกายไฟแห่งศิลปะให้แก่คนรุ่นใหม่  หลายคนเกิดแรงบันดาลใจ เริ่มต้นสนใจในความเป็นมาของบ้านเมือง และเริ่มต้นความรักในศิลปะ ก็จากคอลัมน์ของเขานี่เอง

            แม้จะมิได้อยู่ในฐานะครูโรงเรียนเช่นที่เคยเป็นมา แต่เขาก็ยังคงเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็น “ครู”  ดังที่เขามักอธิบายให้ผู้อ่านฟังเสมอ ว่าที่เรียกว่า “งาม” นั้น งามอย่างไร หรืองามตรงไหน  ยิ่งไปกว่านั้น . ปากน้ำ จะให้ข้อสังเกตด้วยว่า สำหรับผู้ที่สนใจแล้วจะมีหนทางนำความงามเหล่านั้นไปประยุกต์ใช้ต่อไปอย่างไรบ้าง 

            ความผันผวนของชีวิตในครั้งนั้นยังนำพาเขาเข้าสู่การแสวงหาความรู้อีกด้านหนึ่งด้วย คือโหราศาสตร์

ระหว่างชีวิตเข้าจุดอับ เขาตระเวนหาหมอดูตรวจดวงชะตาหลายคนหลายสำนัก แต่ผลก็คือผิดบ้างถูกบ้าง  จนในที่สุดประยูรก็เกิดความคิดว่าควรค้นหาความจริงด้วยตนเองดีกว่า เขาจึงเริ่มศึกษาโหราศาสตร์อย่างจริงจัง เรียกได้ว่าหนังสือตำรับตำราเท่าที่หาได้ในเมืองไทยขณะนั้นต้องเคยผ่านตาเขาหมดทุกเล่ม  ใช่แต่เท่านั้น เขายังค้นคว้าต่อไปจนจับหลักได้ และเริ่มแผลงวิธีการผูกดวงใหม่  ด้วยเหตุนั้น ตำราโหราศาสตร์ในนามปากกา “พลูหลวง” ของเขา จึงเป็นเรื่องแหวกแนวไปกว่าความรู้แบบเดิมๆ และยังคงเป็นหมุดหมายใช้อ้างอิงในหมู่ผู้สนใจจนบัดนี้

            เมื่อใกล้ปี ๒๕๑๐ วาระที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าข้าศึกมาครบ ๒๐๐ ปี (๒๓๑๐–๒๕๑๐) บรรดานักปราชญ์ นักคิด และนักวิชาการแห่งยุคได้มาประชุมพร้อมกัน มีดำริว่าสมควรที่จะได้จัดงานที่ระลึกขึ้นเนื่องในโอกาสนั้น  ในการนี้คณะกรรมการจัดงานอนุสรณ์อยุธยาได้มอบทุนให้ประยูรไปทำการค้นคว้าศิลปกรรมโบราณของอาณาจักรอยุธยา เพื่อนำข้อมูลข้อค้นพบที่ได้ไปจัดนิทรรศการ

            ประยูรและคณะลูกศิษย์ผู้ร่วมสำรวจจึงไปปักหลักกันที่อยุธยาเป็นเวลาถึง ๕ เดือนเต็ม กินอยู่หลับนอนกับซากกรุงเก่า เดินทางตะลุยกันไปจนแทบจะไม่มีวัดไหนรอดพ้นสายตา ถ่ายภาพ สเกตช์แผนผัง เขียนลายเส้น ทำการค้นคว้าอย่างละเอียด

            หากใครได้ลองอ่านหนังสือ ห้าเดือนกลางซากอิฐปูนที่อยุธยา อันเป็นบันทึกการทำงานในครั้งนั้นแล้ว ก็คงอัศจรรย์ใจว่าเพียงแค่อยุธยาที่ดูเหมือนจะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ เท่านี้เอง แต่คณะสำรวจกลับต้องบุกป่าฝ่าดงอย่างไม่น่าเชื่อ 

บางทีนึกว่าจะไปหาซื้ออาหารเอาข้างหน้า แต่ยิ่งเดินไปๆ ก็ยิ่งรกขึ้นๆ ไม่พบบ้านคนเลย หิวหนักๆ เข้าก็ต้องเด็ดยอดกระถินกินต่างข้าวก็มี

            จากประสบการณ์ที่ได้รับในการสำรวจอยุธยาครั้งนั้นทำให้เขามองโลกนี้เปลี่ยนไป หลายต่อหลายครั้งที่ประยูรต้องเสียใจ ช้ำใจ ที่ไม่มีใครใส่ใจจะรักษาพุทธศิลปะอันล้ำค่าที่เคยผ่านตา เจดีย์บางองค์ที่เขาเคยปลาบปลื้มในความยิ่งใหญ่ เมื่อย้อนกลับไปดูอีกครั้ง กลับเหลือเพียงลานโล่ง  ตู้พระธรรมอันเลิศเลอด้วยลายรดน้ำฝีมือช่างชั้นครู  สูญหายไปโดยไร้ร่องรอยและไม่ทันมีใครสังเกตเห็น  โบสถ์เก่าแก่ซึ่งละลานตาด้วยภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนัง ถูกรื้อทลายลงทันทีที่โบสถ์คอนกรีตหลังใหม่สร้างเสร็จ

            ยิ่งเมื่อเขาเข้าร่วมงานกับวารสารเมืองโบราณ ที่เริ่มออกวางตลาดในปี ๒๕๑๗ โดยการสนับสนุนของคุณเล็กและคุณประไพ วิริยะพันธุ์ ผู้ก่อตั้งเมืองโบราณ บางปู  ชื่อของ น. ณ ปากน้ำ ก็แทบจะกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการอนุรักษ์โบราณสถานวัตถุ  สาธารณชนจะรู้จักเขาในแง่นั้นเป็นอย่างมาก  มากเสียจนทำให้สถานะความเป็นจิตรกร ความเป็นศิลปินที่ติดตัวเขามาแต่เดิมพร่าเลือนไป

            อีกหลายปีต่อมา ในสูจิบัตรงานแสดงเดี่ยวครั้งแรกในชีวิต ประยูร อุลุชาฎะ รำพึงไว้ว่า “บางคนระยะหลังนี้คบกันมาตั้ง ๑๐ ปี ยังไม่รู้ว่าข้าพเจ้าเขียนรูปเป็น มันเป็นความผิดอย่างมหันต์ที่ข้าพเจ้าไม่ซื่อสัตย์ต่อธรรมชาติและวิญญาณของตนเอง

            แม้ว่าเขาจะเคยเขียนรูปสีน้ำมันไว้มาก แม้แต่ภาพ “จันทบุรี” ที่เคยได้รางวัลเหรียญทองก็เป็นภาพสีน้ำมัน แต่ต่อมาด้วยเหตุที่เขาทำงานหลายด้าน จะมีโอกาสเขียนรูปก็แต่ในยามว่าง จึงเขียนแต่ภาพสีน้ำ เพราะอุปกรณ์ต่างๆ ขนไปง่าย การเขียนก็สะดวก ไม่ยุ่งยากซับซ้อนเหมือนสีน้ำมัน  โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น โรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนก่อน เขาจึงเขียนแต่ภาพสีน้ำเป็นหลัก

            งานสีน้ำของประยูรมีเอกลักษณ์คือลักษณะสด ฉับไว รวดเร็ว สีสันสะอาดกระจ่างตา และจะไม่มีสีดำเลย ด้วยเขาเห็นว่าสีดำนั้้นเหมาะสำหรับตัดเส้นหรือให้แสงเงาแบบงานของเด็กนักเรียนเท่านั้น

            จนเมื่ออายุได้ ๖๔ ปี เขาก็ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ในปี ๒๕๓๕

            ประยูร อุลุชาฎะ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี ๒๕๓๕  ถึงแก่กรรมด้วยอาการหัวใจวาย ที่บ้านพักริมทะเล อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ระหว่างเดินทางไปพักผ่อนช่วงปีใหม่กับครอบครัว เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๓ หลังจากงานฉลองเนื่องในวาระ ๖ รอบ หรือ ๗๒ ปีไม่นานนัก

            แม้จะล่วงลับไปเกือบ ๒๐ ปีแล้ว แต่ผลงานหนังสือของเขา ทั้งด้านศิลปะที่ใช้นามปากกา น. ณ ปากน้ำ และด้านโหราศาสตร์ ในชื่อ พลูหลวง ยังคงได้รับการตีพิมพ์ซ้ำอยู่อย่างสม่ำเสมอ เป็นประจักษ์พยานยืนยันถึงคุณค่าอันไม่เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา  

            เราเชื่อว่ายังจะมีคนรุ่นหลังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานของเขาอีกนับไม่ถ้วนในกาลข้างหน้า

Hits: 271