ปูชนียบุคคลดนตรี พลเรือตรี วีระพันธ์ วอกลาง

            พลเรือตรี วีระพันธ์ วอกลาง นับเป็นผู้ที่มีคุณูปการอย่างสูงต่อวงการดนตรีคลาสสิกของประเทศไทย จากจุดเริ่มต้นเป็นนักเรียนโรงเรียนดุริยางค์ทหารเรือ แล้วได้รับทุนไปศึกษาต่อสถาบันการศึกษาทางดนตรีที่ประเทศอังกฤษ กระทั่งสำเร็จการศึกษาสาขาไวโอลินและวาทยกร ท่านก็กลับมารับราชการที่กองดุริยางค์ทหารเรือ นอกจากเป็นนักดนตรีเล่นไวโอลิน ยังเป็นวาทยกรคุมวงดุริยางค์ราชนาวีออกแสดงงานกาชาดคอนเสิร์ต ต่อมาท่านยังมีบทบาทเป็นผู้ร่วมก่อตั้งวง Bangkok Symphony Orchestra วางรากฐานและพัฒนาวงจนได้มาตรฐานสากล กระทั่งหลังเกษียณอายุราชการยังทำหน้าที่เป็นครูสอนดนตรีให้แก่คนทั่วไปอีกด้วย

            ด้วยบทบาทที่มีส่วนช่วยพัฒนาศิลปะแขนงนี้มาอย่างต่อเนื่อง ท่านจึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) พุทธศักราช ๒๕๕๑

            พลเรือตรีวีระพันธ์ หรือที่ลูกศิษย์มักเรียกว่า อาจารย์วีระพันธ์ ปัจจุบันอายุ ๗๒ ปี เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๘ วัยเด็กอาศัยอยู่ที่บ้านแถบถนนอรุณอัมรินทร์ คุณพ่อเป็นคนจังหวัดนครราชสีมา รับราชการทหารเรือ ส่วนคุณแม่เป็นชาวกรุงเทพฯ

            ท่านเล่าถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตให้ฟังว่า ตอนผมเรียนจบชั้นประถม ๔ อายุ ๑๒ ปี จะต้องเรียนต่อชั้น ม.๑ แต่แม่บอกให้ไปเรียนที่โรงเรียนดุริยางค์ทหารเรือ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นผมไม่เคยเล่นดนตรีมาก่อนด้วยซ้ำ ที่นี่มีข้อดีคือพอเข้ามาเรียนแล้วเราจะได้เงินเดือนด้วย เป็นแบบทหาร ครูเลือกให้ผมเล่นไวโอลิน เพราะเห็นว่าเราตัวเล็ก ผมเป็นเด็กขยัน เรียนดีตลอด พอผมเรียนจบห้าปี ยังไม่ทันจะบรรจุติดยศจ่าตรี กองทัพเรือก็ให้ทุนไปเรียนดนตรีต่อที่อังกฤษ

 

            อาจารย์วีระพันธ์ได้รับทุนเข้าศึกษาที่ Royal Marine School of Music ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นสถาบันสอนดนตรีทหาร จึงได้เรียนเครื่องลมเครื่องเป่า ดนตรีมาร์ชชิงแบนด์ ซึ่งมีการเดินแถวแปรขบวน เป็นเวลาปีครึ่ง กระทั่งจบหลักสูตร Band Master

            หลังจากนั้นสมัครเข้าเรียนต่อสถาบันเอกชน Royal Academy of Music กรุงลอนดอน โดยเลือกเรียนวิชาเอกสาขาไวโอลินและอำนวยเพลง

            เมื่อเรียนจบจากประเทศอังกฤษ อาจารย์วีระพันธ์กลับมาเมืองไทยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๓ เข้ารับราชการที่กองดุริยางค์ทหารเรือ รับหน้าที่เป็นนักดนตรีไวโอลิน ต่อมายังเป็นวาทยกรคุมวงดุริยางค์ราชนาวีออกแสดงตามงานต่าง ๆ

            “การเป็นนักดนตรีเราก็เล่นเฉพาะส่วนของตัวเอง แต่เมื่อเป็นวาทยกรต้องควบคุมความถูกต้องของการบรรเลงดนตรีทั้งวง อาจเปรียบเหมือนพ่อครัวที่คัดเลือกส่วนผสมทุกอย่างเพื่อปรุงอาหารให้ได้รสชาติอร่อยกลมกล่อม อาจารย์อธิบายถึงบทบาทที่แตกต่างกันระหว่างนักดนตรีและวาทยกร

            ฉะนั้นคนที่เป็นวาทยกรต้องมีสมาธิดี หูดี เวลาฟังนักดนตรีทั้งวงบรรเลง โดยเฉพาะวงใหญ่ ๆ ต้องบอกได้ว่านักดนตรีคนไหนเล่นถูก คนไหนเล่นผิด และจะแก้ไขอย่างไร วาทยกรจะเป็นคนคุมจังหวะและกำหนดทิศทาง ให้นักดนตรีเล่นเป็นหนึ่งเดียวกัน เช่น เมื่อบรรเลงทำนองช่วงนี้ เมโลดี้อยู่ตรงไหน เสียงประสานเป็นยังไง เครื่องไหนควรเล่นดัง เครื่องไหนเล่นเบา ฟรุตต้องเด่น ไวโอลินเบาลงหน่อย เป็นต้น

            ระหว่างรับราชการที่กองดุริยางค์ทหารเรือ ท่านได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากหัวหน้าแผนกดนตรี จนได้เป็นผู้บังคับกองดุริยางค์ พร้อมกับมีผลงานเป็นวาทยกรนำวงดุริยางค์ราชนาวีออกแสดงในงานกาชาดคอนเสิร์ตเป็นประจำทุกปี แต่ประสบการณ์ที่ทำให้ประทับใจมากที่สุด คือมีโอกาสนำวงไปแสดงถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในงานเลี้ยงพระราชทานแขกต่างประเทศคนสำคัญต่าง ๆ

            อย่างเช่นในงานเลี้ยงพระราชทานแก่ประธานาธิบดีประเทศเยอรมนี ทางเขาเอาวงดนตรีเล็ก ๆ ๔-๕ ชิ้นมาแสดงด้วย ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ก็โปรดเกล้าฯ ให้วงดุริยางค์ราชนาวีไปเล่นถวาย ตอนนั้นผมยังหนุ่ม พระองค์ทรงเดินมาที่วง มีรับสั่งกับผมว่า วีระพันธ์ อย่าเล่นเพลงของเยอรมันนะ ยังไงเราก็เล่นสู้เขาไม่ได้ เล่นเพลงไทย ๆ นี่แหละ ผมยังจำได้ดีเพราะประทับใจที่สุด อาจารย์วีระพันธ์เล่าอย่างปลาบปลื้ม

            บางครั้งที่วงเราไปแสดงถวาย พระองค์ก็ขึ้นมาทรงดนตรีร่วมกับวงด้วย โดยทรงเป่าแซกโซโฟน แล้วเวลาเหนื่อย หยุดพักได้ แต่พระองค์รับสั่งว่าไม่ให้อยู่เฉย ๆ ต้องเช็กเสียง ปรับตั้งเสียงให้เข้ากัน คือพระองค์ทรงพิถีพิถันเรื่องเสียงมาก

 

            ต่อมาอาจารย์วีระพันธ์ยังมีบทบาทเป็นผู้ร่วมก่อตั้งวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ (Bangkok Symphony Orchestra หรือ BSO) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ปัจจุบันคือวง Royal Bangkok Symphony Orchestra หรือ RBSO

            ผมเป็นวาทยกร และ Music Director คนแรกของวง BSO อยู่ได้ประมาณ ๖-๗ ปี หลังจากนั้นผมคิดว่าตนเองพอแล้ว ให้คนอื่นเข้ามาทำบ้างดีกว่า

            แม้กระนั้นภายหลังท่านยังได้ร่วมงานกับวง BSO ออกแสดงในวาระสำคัญอยู่เสมอ เช่น เป็นวาทยกรวง BSO ในพิธีเปิด-ปิด การแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ ๑๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๑ และเป็นวาทยกรวง BSO ในการแสดงคอนเสิร์ตเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ณ Dewan Filharmonik Petronas เมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒

            นอกจากนั้นอาจารย์วีระพันธ์ยังมีผลงานการประพันธ์เพลง เช่น วอลซ์นาวี เพลงทหารพรานนาวิกโยธิน (นักรบชุดดำ) เพลงสมญานามนาวิกโยธิน เพลงกองบินนาวี เพลงมาร์ชสี่เหล่าศูนย์ห้า และผลงานเรียบเรียงเสียงประสาน อาทิ เพลงน้อมเกล้าฯ ถวายชัยมงคล เพลงสิริมหาราชินี เพลงศึกบางระจัน เพลงต้นตระกูลไทย เพลงบัวขาว เพลงในฝัน หรือเพลงประกอบภาพยนตร์ ได้แก่ เพลงไม่มีสวรรค์สำหรับคุณ

            รวมทั้งในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ อาจารย์วีระพันธ์ยังได้ริเริ่มก่อตั้งวง Bangkok International Community Orchestra ซึ่งท่านมักเรียกติดปากว่า วงคอมมูนิตี้ เป็นวงสมัครเล่นของคนจากหลากหลายอาชีพ

            ตอนผมอยู่อังกฤษ เมืองใหญ่ทุกเมืองมีวงสมัครเล่น เขาเรียกวงคอมมูนิตี้ หรือวงดนตรีของชุมชน สมาชิกเป็นนักดนตรีสมัครเล่น ปีหนึ่งก็เล่นคอนเสิร์ตครั้งสองครั้ง เมื่อผมกลับเมืองไทย หลังจากที่ไม่ได้ทำวงบีเอสโอแล้ว ก็เลยมาคิดว่าทำวงคอมมูนิตี้บ้างดีกว่า

            นับจากตั้งวงคอมมูนิตี้ในเมืองไทย อาจารย์วีระพันธ์ทำหน้าที่วาทยกรและผู้อำนวยการของวงมาจวบจนปัจจุบัน ตามปกติจะซ้อมกันทุกวันศุกร์ตอนเย็นถึงค่ำ ที่สภาคริสตจักร บริเวณสะพานหัวช้าง และมีการแสดงคอนเสิร์ตปีละ ๑-๒ ครั้ง สมาชิกมีทั้งคนไทยและต่างชาติ เช่น ชาวฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาร่วมเล่นดนตรีด้วยใจรัก

            แม้ว่าอาจารย์วีระพันธ์มีบทบาทเกี่ยวกับดนตรีมากมายหลายด้าน แต่ตัวท่านเผยว่าสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขที่สุดคือการเป็น ครู สอนดนตรี

            ภายหลังเกษียณอายุราชการจากกองทัพเรือ ท่านได้ก่อตั้งโรงเรียนดนตรีวีระพันธ์ดุริยางค์เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ เพื่อสอนดนตรีให้กับบุคคลทั่วไป โดยอาจารย์วีระพันธ์รับหน้าที่สอนไวโอลิน วิโอล่า ทฤษฎีดนตรี และการรวมวง

 

            คนที่มาเรียนมีทั้งผู้ใหญ่หลากหลายอาชีพ ครูสอนดนตรีที่มาเรียนทฤษฎีดนตรีเพื่อเพิ่มความรู้ให้ตัวเอง และเด็ก ๆ ทุกช่วงวัย

            เวลาสอนเด็ก ๆ บางคนอาจจะซน ผมไม่เคยอารมณ์เสีย เพราะเราสอนให้เขารักดนตรี ไม่ได้สอนให้เขาเกลียดดนตรี

            นับจากโรงเรียนวีระพันธ์ดุริยางค์เปิดมาเป็นเวลากว่าสิบปี มีลูกศิษย์หลายคนที่อาจารย์วีระพันธ์สอนมาตั้งแต่พวกเขายังเป็นเด็กเล็ก จากที่เล่นดนตรีไม่เป็นจนเล่นได้ แล้วพัฒนาฝีมือขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งได้รับทุนไปศึกษาต่อทางดนตรีถึงต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่นหรือเกาหลี

            เขาไปเรียนเมืองนอกแล้ว พอติดขัดหรือมีปัญหาอะไร เขายังไลน์มาถามเป็นประจำ เหมือนกับเป็นลูกหลาน มีอะไรก็มาปรึกษา อาจารย์วีระพันธ์กล่าวอย่างปลื้มใจ

            ผมถึงอยากฝากบอกผู้ปกครองว่า ใครมีลูกหลาน ให้เรียนดนตรีเถอะ เพราะมีประโยชน์ทั้งนั้น เด็กจะมีความละเอียดอ่อน มีสมาธิและความอดทน จะไปทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ โดยที่ไม่ต้องทำอาชีพนักดนตรีก็ได้

            อาจารย์วีระพันธ์มักย้ำกับทุกคนเสมอว่าการเล่นดนตรีต้องมีวินัยและความอดทน ดังเช่นตัวท่านแม้ผ่านความสำเร็จในวิชาชีพอย่างสูงสุดมาแล้ว ถึงวันนี้ทุกเช้าที่เดินทางมาถึงโรงเรียนวีระพันธ์ดุริยางค์ก่อนใคร ท่านจะนั่งในห้องทำงานของตนเพียงลำพัง หยิบไวโอลินคู่มือขึ้นมาประทับไหล่ แล้วลงมือชักคันสีไล่สเกลเสียง ฝึกมือไปอย่างมีสมาธิตั้งอกตั้งใจ

            นับเป็นช่วงเวลาอันเรียบง่ายลึกซึ้งระหว่างตัวท่านและดนตรีที่ผูกพันกันมาทั้งชีวิต

 

เรื่อง : กองบรรณาธิการ
ภาพ : สายัณ ชื่นอุดมสวัสดิ์

Hits: 376