ครูคำสอน สระทอง ผู้สร้างสรรค์ลายวิจิตรบนผืนแพรวา

            ห้วงยามที่มีความสุขของ ครูคำสอน สระทอง ผู้ได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์-ทอผ้า) พุทธศักราช ๒๕๕๙ คือขณะที่ท่านนั่งอยู่หน้ากี่และลงมือทอผ้าอย่างตั้งอกตั้งใจ กระทั่งลวดลายประณีตสวยงามปรากฏขึ้นบนผืนผ้าแพรวาที่กำลังทออยู่

            แพรวา หรือ ผ้าไหมแพรวา คือผ้าทอมือที่เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของชาวผู้ไท กลุ่มชนที่มีถิ่นเดิมอยู่บริเวณทางเหนือของลาวและเวียดนาม ก่อนอพยพโยกย้ายมาอยู่ทางอีสานของไทย ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ นครพนม มุกดาหาร สกลนคร

            ครูคำสอนปัจจุบันอายุ ๗๘ ปี เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ที่บ้านโพน ชุมชนชาวผู้ไทในอำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ท่านจึงเป็นเช่นเดียวกับหญิงผู้ไทคนอื่น ๆ นั่นคือมีโอกาสได้เห็นผู้หญิงรุ่นแม่และย่ายายในหมู่บ้านทอผ้ามาตั้งแต่จำความได้

            คนเฒ่าคนแก่ชาวผู้ไทบ้านโพนมีคำสอนลูกหลานผู้หญิงว่า ถ้าต่ำผ้ามิเป็นแจ ต่ำแพรมิเป็นฝากระตาดต้อน เล้งม้อนมิฮู้จักโตลุกโตนอน พ่อแม่มิให้เอาโผหมายความว่า ผู้สาวในหมู่บ้านโพน ถ้าใครทอผ้าไม่เป็น เลี้ยงไหมไม่เป็น เขาไม่ให้แต่งงาน คือพ่อแม่ฝั่งผู้ชายเขาก็ไม่ชอบ เพราะเห็นว่าเราทำงานไม่เป็น

            ครูคำสอนอธิบายพร้อมเล่าให้ฟังว่า ตัวท่านหัดทอผ้าตั้งแต่อายุ ๑๓ ปี หลังจากเรียนจบชั้น ป.๔ เริ่มจากการทอผ้าฝ้ายที่เป็นผ้าพื้นสำหรับตัดชุด กระทั่งเก่งขึ้นค่อยขยับมาทอลายผ้าซิ่นและผ้าแพรวาที่ทอยากขึ้นตามลำดับ

             แพรวาหมายถึงผ้าทอที่ยาว ๑ วา หรือ ๑ ช่วงแขน ดั้งเดิมเป็นผ้าหน้าแคบใช้สำหรับคลุมไหล่หรือห่มสไบเฉียงที่ชาวผู้ไทเรียกว่าผ้าเบี่ยง หญิงผู้ไทมักใช้แต่งกายในโอกาสที่ไปร่วมงานบุญประเพณีหรืองานสำคัญอื่น ๆ

            แพรวาจะทอยากกว่าผ้าอย่างอื่น ถ้าผ้าขิดธรรมดาจะมี ๒ สี แต่แพรวามีหลายสี อาจใช้เส้นไหมสี ๔-๘ เส้น ครูคำสอนอธิบาย

            แพรวามีลวดลายผสมกันระหว่างลายขิดและจกบนผืนผ้า การทอแพรวาต่างจากผ้าอย่างอื่นก็คือ ในส่วนการจกซึ่งคือกรรมวิธียกเส้นด้ายยืน แล้วสอดเส้นไหมสีซึ่งเป็นเส้นพุ่งพิเศษเข้าไปในผืนผ้าเพื่อให้เกิดลวดลายนั้น การทอแพรวาแบบผู้ไทจะไม่ใช้อุปกรณ์อื่นช่วย ไม่ว่าเข็ม ไม้ หรือขนเม่น แต่จะใช้นิ้วก้อยจกเกาะเกี่ยว และสอดเส้นไหมสีแล้วผูกปมเส้นด้ายด้านบน โดยลวดลายแพรวาจะอยู่ด้านล่างของผืนผ้าในขณะทอ

            ลวดลายที่ปรากฏบนแพรวานั้นประกอบด้วยลาย ๓ ส่วน คือ ลายหลัก ลายคั่น และลายช่อปลายเชิง

            ลายหลักคือลายขนาดใหญ่ที่ปรากฏบนพื้นที่ส่วนใหญ่ของผืนผ้า แพรวาผืนหนึ่งมีลายหลักประมาณ ๑๓ ช่อง แต่ละช่องมีความกว้างสม่ำเสมอกัน

            ลายคั่นหรือลายแถบ เป็นลายขนาดเล็ก กว้างประมาณ ๔-๖ เซนติเมตร ทำหน้าที่คั่นหรือแบ่งลายหลักแต่ละช่อง

            ลายช่อปลายเชิง คือลายตรงส่วนปลายผ้าทั้งสองด้าน ทอติดกับลายคั่น ทำหน้าที่เป็นตัวเริ่มและตัวจบของลายผ้า

            ครูคำสอนเล่าว่าในสมัยก่อนหญิงผู้ไทในหมู่บ้านทอผ้ากันทุกครัวเรือน แต่ละบ้านจะมีกี่ทอผ้าตั้งอยู่ใต้ถุนหรือบนเรือน แต่ทอสำหรับใช้เอง ยังไม่ได้ขายให้พ่อค้าผ้าหรือคนภายนอก

            กระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ เสด็จเยี่ยมพสกนิกรชาวอำเภอคำม่วง ครูคำสอนและชาวบ้านโพนก็พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดผู้ไทไปรับเสด็จ

            พวกเราบ้านโพนก็แต่งตัวแบบชุดผู้ไท คือใส่เสื้อผู้ไท ซิ่นผู้ไท ห่มทับด้วยสไบแพรวา สมเด็จพระราชินีนาถเสด็จฯ เข้ามาหา ตรัสว่า สวยนะ ผ้าที่ห่ม ถ้าข้าพเจ้าอยากได้ ทำให้ได้ไหม ชาวบ้านก็บอกว่าทำได้ พอรุ่งเช้าพระองค์ทรงให้ราชเลขานำเส้นไหมพระราชทานมาให้พวกเรา

            พอพวกเราทอเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ก็นำผ้าไปทูลเกล้าถวายที่พระราชวังไกลกังวล พอพระองค์ทอดพระเนตรก็ตรัสว่าเป็นงานฝีมือที่สวยมาก ขอให้พวกเราทำไปเรื่อย ๆ สืบทอดภูมิปัญญาของปู่ย่าตายายอย่าให้สูญหาย ตั้งแต่นั้นมาท่านก็พระราชทานเส้นไหม ฟืม และเงินทุนมาให้พวกเราทอแพรวา เสร็จแล้วก็ส่งไปที่สวนจิตรลดาเพื่อจำหน่าย ครูคำสอนเล่าด้วยความปลาบปลื้มปีติ

            นับจากเหตุการณ์คราวนั้นที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงทอดพระเนตรเห็นความงามของผ้าทอแพรวา จึงโปรดให้มีการสนับสนุนและมีพระราชดำริให้ขยายหน้าผ้าให้กว้างขึ้นเพื่อจะนำไปใช้ตัดเสื้อผ้าได้ ทำให้แพรวาเกิดการพัฒนาจนคนทั่วไปทั่วไปเห็นคุณค่า และกลายเป็นที่ต้องการของท้องตลาด อีกทั้งทำให้บ้านโพนมีชื่อเสียงขึ้นในฐานะแหล่งผลิตผ้าแพรวาชั้นดีที่ใคร ๆ ต่างแวะเวียนเข้ามาซื้อหาจับจอง ช่วยให้ชาวบ้านคนทอผ้ามีรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

 

            ครูคำสอนและเพื่อนบ้านยังได้รวมกันตั้งกลุ่มสตรีทอผ้าแพรวาบ้านโพนเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑ มีสมาชิกเริ่มต้นจำนวน ๑๐๒ คน โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานราชการต่าง ๆ

            ผลงานในชีวิตที่ครูคำสอนปลาบปลื้มภูมิใจก็คือ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้เป็นผู้นำกลุ่มสตรีทอผ้าแพรวา อำเภอคำม่วง ทอผ้าไหมแพรวายาวที่สุดในโลก ๙๙ เมตร มี ๖๐ ลาย นำไปทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร

            ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้ทอผ้าไหมแพรวาขนาดหน้ากว้างพิเศษ ๘๐ เซนติเมตร ยาว ๙ เมตร มี ๑๐ ลาย รวม ๔๓ แถว เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๘๐ พรรษา ณ โรงพยาบาลศิริราช

            การทอผ้าเป็นงานที่ครูคำสอน สระทอง อุทิศตนทำด้วยใจรักมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน นับจากหัดทอกระทั่งพัฒนาฝีมือขึ้นเป็นลำดับ จนสามารถสร้างสรรค์ผลงานผ้าทอแพรวาที่โดดเด่นมากมายนับไม่ถ้วน ทำให้ตัวท่านได้รับการยกย่องและรางวัลต่าง ๆ มากมาย อาทิ

            พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดกลุ่มทอผ้าไหมดีเด่น ประเภทผ้าไหมทอ ๔-๘ เส้น จากคณะส่งเสริมสินค้าไหมไทย

            พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรม สาขาทัศนศิลป์ (ทอผ้าแพรวา) จากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

            พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในงานมหกรรมวิจิตรแพรวาราชินีแห่งไหม ประเภทผ้าไหมแพรวาลายเกาะ-ตัดชุด จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

           

            รวมทั้งในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ท่านได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติพระธาตุนาดูนทองคำ ประเภทบุคคลดีเด่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สาขาทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยในคำประกาศเกียรติคุณตอนหนึ่งมีใจความว่า

            ...นางคำสอน สระทอง เป็นผู้มีความอุตสาหะ รักการเรียนรู้ ช่างสังเกตและมีความเป็นศิลปินมากกว่าความเป็นช่างฝีมือธรรมดา งานทอผ้าแพรวาจึงทรงคุณค่าในทางศิลปะ อันเกิดจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ นอกเหนือจากการศึกษางานฝีมือตามแบบอย่างของบรรพบุรุษอย่างถ่องแท้แล้ว ยังได้พยายามทดลองค้นคว้าหาวิธีการเพื่อพัฒนาการทอผ้าแพรวาให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น ทั้งในด้านเทคนิคการทอผ้าและรูปแบบ ลวดลาย สีสัน ทำให้การทอผ้าแพรวาไม่เพียงแต่ทรงคุณค่าในรูปแบบประเพณีที่ดีของโบราณเท่านั้น แต่ยังมีความแปลกใหม่อย่างวิจิตรพิสดาร สืบทอดเป็นมรดกอันทรงคุณค่า...

            โดยทั่วไปชาวผู้ไทแต่ละครอบครัวจะได้รับ ผ้าแซ่ว เป็นมรดกสืบทอดจากพ่อแม่หรือคนรุ่นก่อน ผ้าแซ่วก็คือผืนผ้าไหมทอลวดลายดั้งเดิม ผืนหนึ่งอาจมีลวดลายมากกว่าร้อยลาย ใช้สำหรับเป็นต้นแบบในการทอแพรวา ผู้ทอจะดูตัวอย่างลวดลายจากผ้าแซ่วเพื่อเลือกสรรไปใช้ ส่วนการจัดวางลายใดตรงส่วนไหนหรือให้สีสันอย่างไรขึ้นอยู่กับความคิดของผู้ทอ

            สิ่งที่ทำให้ครูคำสอนพิเศษแตกต่างจากผู้ทอแพรวารายอื่นคือ นอกจากทอผ้าด้วยลวดลายดั้งเดิมของบรรพบุรุษแล้ว ท่านยังคิดสร้างสรรค์ลวดลายแพรวาใหม่ ๆ ด้วยตัวเองอีกด้วย

            ตัวอย่างเช่นลายรูปช้าง ซึ่งผ้าทอแพรวาของผู้ไทไม่เคยปรากฏลวดลายนี้มาก่อน ครูคำสอนเผยที่มาว่าเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ท่านได้เห็นคนสุรินทร์พาช้างเข้ามาเดินรับบริจาคในหมู่บ้าน เห็นว่าช้างเป็นสัตว์ที่รูปร่างสวย จึงนำความประทับใจมาออกแบบเป็นลายผ้า หรือลวดลายนกยูงรำแพนที่ครูคำสอนออกแบบในช่วงปีเดียวกัน ก็เกิดจากท่านได้ไปเห็นนกยูงรำแพนอย่างสวยงามที่วัดภูค่าว อำเภอสหัสขันธ์

            รวมทั้งลายดอกหงอนเงือก (เงือกหมายถึงนาค) ครูคำสอนก็ออกแบบจากความทรงจำที่เคยเห็นบันไดนาคตามวัดต่าง ๆ

            นอกจากนั้นครูคำสอนยังเป็นคนคิดริเริ่มวิธีการทำแม่แบบลายผ้า หรือการเก็บลายผ้าลงในสมุดกราฟ โดยใช้ปากกาสีเมจิกจุดลวดลายลงบนกระดาษกราฟ สำหรับเป็นแบบในการทอผ้า ช่วยให้การเก็บขิดลายทำได้ง่ายและชัดเจน

            เราเริ่มเก็บลายใส่สมุดกราฟตั้งแต่ปี ๔๒ คนทอผ้าคนอื่นมาเห็น ก็ยืมสมุดเราไปเป็นแบบ เอาไปทำบ้าง แล้วตอนนี้ครูในโรงเรียนเอาไปสอนให้นักเรียนที่เรียนทอผ้าทำด้วย

            นอกจากวิธีเก็บลายผ้าใส่สมุดกราฟแล้ว ลวดลายแพรวาที่ท่านออกแบบไว้นับสิบลาย ครูคำสอนก็ยินดีให้ลูก ๆ หลาน ๆ หรือคนทอผ้าอื่น ๆ นำไปใช้ได้โดยไม่หวงแหน

            กล่าวได้ว่าครูคำสอนไม่เพียงมีฝีมือชั้นเลิศด้านการทอผ้า ท่านยังมีจิตวิญญาณความเป็นครู ด้วยบทบาทการถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ช่วงเวลาที่ผ่านมาครูคำสอนได้รับเชิญไปสอนการทอผ้าให้เด็กในโรงเรียนท้องถิ่น อีกทั้งเดินทางไปเป็นวิทยากรให้กับกลุ่มทอผ้าตามจังหวัดต่าง ๆ และศูนย์ศิลปาชีพหลายแห่ง

            หากไม่มีกิจธุระต้องออกไปเป็นวิทยากรนอกสถานที่ ทุกวันนี้ครูคำสอนยังทอผ้าอยู่สม่ำเสมอ ยามกลางวันมักทอผ้าไหมมัดหมี่ด้วยกี่โลหะที่ตั้งอยู่หน้าบ้าน ส่วนยามกลางคืนที่เงียบสงบก็นั่งทอแพรวาในบ้านด้วยกี่ไม้คู่ชีพที่ใช้งานกันมาหลายสิบปี

            ผ้าทอจากฝีมือครูคำสอนมักมีพ่อค้าผ้าเจ้าประจำและคนทั่วไปมาสั่งซื้อสั่งจองกันตั้งแต่ยังทอไม่เสร็จ ยิ่งแพรวาที่มีลายหลักหลายลายในผืนเดียวกันราคายิ่งสูงขึ้น ทว่ารายได้ไม่สำคัญเท่ากับได้ทำงานที่ตนเองรัก ดังที่ครูคำสอนพูดให้ฟังว่า

            แม่ไม่เคยคิดเลิกทอผ้าเลย เพราะเป็นงานที่ชอบมาก เราทำได้เรื่อย ๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่เคยเบื่อ ไม่เคยขี้เกียจ ยามตื่นก็นึกถึง อยากออกแบบลวดลายใหม่ ๆ ตอนหลับบางทีก็ฝันถึงการทอผ้า หรือคืนไหนที่นอนไม่หลับ ตีหนึ่งตีสองเราก็ลุกมานั่งทอผ้า

            ด้วยเหตุนี้ชีวิตและงานของครูคำสอนจึงกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านไม่เพียงสร้างผลงานผ้าทอทรงคุณค่า ที่สำคัญยังถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์สู่ลูกหลานรุ่นหลัง ซึ่งมีส่วนอย่างยิ่งที่จะช่วยรักษามรดกภูมิปัญญาการทอผ้าแพรวาของชาวผู้ไทให้สืบทอดไปสู่อนาคต

 

  เรื่อง : จักรพันธุ์ กังวาฬ
  ภาพ : ยอด เนตรสุวรรณ

Hits: 519