ยรรยง โอฬาระชิน ศิลปินนักถ่ายภาพขาวดำ

 

 

 

เรื่อง : จักรพันธุ์ กังวาฬ
ภาพ : สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์  

 

      ในโลกแสนสะดวกของการถ่ายภาพดิจิทัลเช่นยุคปัจจุบัน เพียงยกกล้องขึ้นกดชัตเตอร์ก็ดูภาพที่ถ่ายทางหน้าจอได้ทันที นักถ่ายภาพหลายคนอาจไม่เคยได้สัมผัสความรู้สึกพิเศษจากการล้างอัดภาพขาวดำในห้องมืด เมื่อแช่กระดาษอัดภาพลงในถาดน้ำยา แล้วเฝ้ารอให้ภาพที่เราถ่ายค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างช้า ๆ ท่ามกลางความเงียบสงัดและแสงไฟสลัปวสีแดง

  

      ระหว่างเราเรียนชั้นมัธยม ได้ไปบ้านเพื่อนที่เป็นร้านถ่ายรูป แล้วเห็นเขาทำงานในห้องมืด มันแปลกดี เอากระดาษไปถูกแสง (จากเครื่องอัดขยายภาพ) แล้วเอาลงแช่น้ำยา ภาพก็ขึ้นมาให้เห็น ทำให้เราชักสนใจ

      อาจารย์ยรรยง โอฬาระชิน ย้อนระลึกถึงเหตุการณ์ในวัยเยาว์ที่มีส่วนสร้างแรงบันดาลใจให้ท่านสนใจการถ่ายภาพ กระทั่งตัดสินใจเรียนต่อแล้วทำงานเป็นช่างภาพมาทั้งชีวิต สร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายที่มีคุณค่าทางศิลปะไว้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ท่านได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่าย) พุทธศักราช ๒๕๕๐  

     อาจารย์ยรรยงเกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน ในวัยเด็กทางบ้านเปิดกิจการร้านขายยาอยู่ในอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ท่านจึงมีโอกาสเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อติดต่อซื้อยา แล้วพบว่าร้านขายยาหลายร้านมักเปิดกิจการร้านถ่ายรูปควบคู่กัน 

     ผมต้องเดินทางจากพระประแดงไปกรุงเทพฯ เพื่อซื้อยามาขาย หรือไปสั่งแล้วให้เขาส่งให้ ก็ได้เห็นร้านขายยาเช่นร้านหมอชิด หรือร้านลูกสาวหมอมีที่สี่พระยาเขาเปิดร้านถ่ายรูปควบคู่ไปด้วย ผมเลยคิดว่าถ้าไปเรียนถ่ายรูปแล้วมาเปิดร้านอยู่ข้างร้านขายยาของทางบ้านก็น่าจะดี” 

     ประกอบกับได้ไปเห็นการทำงานในห้องมืดที่ร้านถ่ายรูปของเพื่อนแล้วเกิดความสนใจ อาจารย์ยรรยงจึงตัดสินใจเข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ) แผนกช่างภาพ-ภาพยนตร์ โดยได้เรียนกับอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงหลายท่าน เช่น อาจารย์รัตน์ เปสตันยี อาจารย์พูน เกษจำรัส อาจารย์จำรัส เอี่ยมพินิจ ฯลฯ 

     ช่วงเวลานั้นอาจารย์ยรรยงมุมานะเรียนรู้ฝึกฝนทั้งด้านการถ่ายภาพ และการล้าง อัด ขยายภาพในห้องมืด พยายามพัฒนาฝีมือของตนให้ดียิ่งขึ้น ก็เพราะได้เห็นภาพถ่ายชั้นเยี่ยมของช่างภาพมีชื่อเสียงในงานประกวดภาพถ่ายระดับประเทศ จึงอยากสร้างสรรค์งานที่มีคุณภาพเช่นนั้นบ้าง 

     ตอนผมเรียนอยู่ปีสอง สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยได้จัดการประกวดภาพถ่ายทั่วประเทศครั้งแรก โดยสมัยนั้นประกวดภาพถ่ายขาวดำอย่างเดียว ยังไม่มีภาพสีหรือภาพสไลด์ ผมได้ไปดูภาพที่เขาติดแสดง อย่างงานของอาจารย์จิตต์ จงมั่นคง หรือคุณไพบูลย์ มุสิกโปดก แล้วประทับใจว่าทำไมเขาอัดขยายภาพได้สวยคมชัดขนาดนี้ จนเราอยากทำได้แบบนั้นบ้าง” 

     นับจากนั้นผมเลยสนใจเรื่องการส่งภาพเข้าประกวด ทำให้ยิ่งต้องศึกษาหาความรู้ เพราะภาพถ่ายที่ส่งเข้าประกวดมันต้องมีพร้อมทั้งเรื่องราวที่ดี การจัดองค์ประกอบภาพที่ดี แล้วกระบวนการล้างฟิล์มหรืออัดขยายภาพต้องสุดยอด” 

     ระหว่างเรียนอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ อาจารย์ยรรยงได้ตระเวนไปถ่ายภาพตามสถานที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ จนทำให้เลิกล้มความคิดที่จะเปิดร้านถ่ายรูปในที่สุด 

     กว่าจะถ่ายรูปสวย ๆ ได้สักรูป มันต้องออกไปท่องเที่ยวเดินทาง แต่ถ้าเราอยู่เฝ้าร้านถ่ายรูป คงไปเที่ยวไหนไม่ได้” 

     หลังจบการศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ในระดับ ปวส. อาจารย์ยรรยงได้เข้าทำงานเป็นช่างภาพให้กับโครงการทำบัตรประชาชนทั่วประเทศของกรมการปกครอง เปิดโอกาสให้ท่านได้ไปจังหวัดต่าง ๆ เพื่อทำงานให้ต้นสังกัดและยังได้ถ่ายภาพส่วนตัวสมความตั้งใจ 

     เมื่อโครงการฯ สิ้นสุดแล้ว อาจารย์ยรรยงได้ทำงานที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนเข้าทำงานเป็นช่างภาพที่ธนาคารทหารไทยจนเกษียณในตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญในการถ่ายภาพ” 

     ทำงานที่ธนาคารทหารไทยดีตรงที่ผมไม่ต้องอยู่กรุงเทพฯ อย่างเดียว แต่ต้องตามไปถ่ายรูปเวลาธนาคารมีการเปิดสาขาหรือไปเยี่ยมลูกค้าต่างจังหวัด รวมทั้งยังต้องไปถ่ายรูปสวย ๆ สำหรับการจัดทำปฏิทินประจำปีของธนาคารอีกด้วย” 

     กว่า ๕๐ ปีที่ผ่านมาอาจารย์ยรรยงจึงได้เดินทางไปเกือบทุกจังหวัดทั่วประเทศ พร้อมกล้องคู่ใจ คือ กล้อง ROLLEI FLEX กล้อง HASSELBLAD 500C และกล้อง Nikon ตระเวนถ่ายภาพหลากหลายแนวทาง ทั้งภาพธรรมชาติ วิวทิวทัศน์ ภาพโบราณสถาน ภาพวิถีชีวิต ภาพบุคคล ภาพประเพณีวัฒนธรรม ส่วนใหญ่เป็นภาพถ่ายขาวดำที่งดงาม ให้อารมณ์ความรู้สึกลึกซึ้ง สมบูรณ์พร้อมทั้งการจัดองค์ประกอบภาพ แสงเงา การถ่ายทอดเรื่องราว สะท้อนให้เห็นมุมมองของผู้ถ่ายภาพที่ละเอียดประณีตและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  

     ในบรรดาภาพถ่ายของอาจารย์ยรรยงที่มีมากกว่า ๒๐๐ รูป กล่าวได้ว่าผลงานที่มีชื่อเสียงและตัวท่านภาคภูมิใจมากที่สุดคือภาพ บินเดี่ยว และ ธารน้ำใสซึ่งได้รางวัลยอดเยี่ยมถ้วยพระราชทานเมื่อปี ๒๕๑๖ และปี ๒๕๓๓ ตามลำดับ 

     สำหรับ บินเดี่ยว ในภาพเห็นนกนางนวลที่บินเพียงลำพังมุ่งไปหาเส้นขอบฟ้าไกล โดยตัวนกเป็นเงาดำกระพือปีกอยู่เหนือผืนทะเลกว้างใหญ่ที่สะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็นเป็นประกายมลังเมลือง นับเป็นภาพถ่ายที่งดงามเหนือกาลเวลา และยังแสดงถึงการจับจังหวะกดชัตเตอร์ที่แม่นยำอย่างยิ่งของช่างภาพ 

     อาจารย์ยรรยงเผยเบื้องหลังการถ่ายภาพนี้ว่า เป็นภาพถ่ายนกนางนวลที่บางปู โดยใช้กล้อง HASSELBLAD 500C ติดเลนส์ ๑๕๐ มม.  

     ตอนนั้นเย็นแล้ว นกนางนวลที่บินว่อนอยู่เป็นฝูงค่อย ๆ หายไปเรื่อย ๆ ใจเราคิดสงสัยว่า มันบินไปไหน พักนอนอยู่ที่ไหนกัน ก็เลยไปตั้งกล้องรอถ่ายภาพ ปรากฏว่าถ่ายไปหลายรูปก็ใช้ไม่ได้ ต้องรอเป็นชั่วโมงกว่าจะมีนกนางนวลบินมาอยู่ในตำแหน่งที่เราต้องการ” 

     เรื่องที่ทำให้อาจารย์ยรรยงปลาบปลื้มภาคภูมิใจอย่างยิ่งคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณคัดเลือกภาพด้วยพระองค์เอง จากภาพถ่ายเกือบ ๒๐ ภาพที่คณะกรรมการคัดเลือกนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ทั้งทรงให้เหตุผลว่า ...ที่เลือกภาพนี้เพราะมองเห็นว่านกในภาพยังบินต่อไปได้...” 

     ผลงานภาพถ่ายขาวดำทั้งหมดของอาจารย์ยรรยงนั้น ท่านเป็นผู้ลงมือล้างฟิล์ม อัด ขยายภาพด้วยตนเองทุกขั้นตอน ดังที่ท่านมักจะแนะนำนักถ่ายภาพรุ่นหลังว่า คนที่ถ่ายภาพขาวดำควรจะทำงานในห้องมืดด้วยตนเอง 

     ผมว่าสองอย่างนี้มันคู่กัน ถึงคุณถ่ายรูปดี แต่ล้างอัดในห้องมืดไม่ดี รูปก็ออกมาไม่สวย หรือคุณทำงานห้องมืดเก่ง แต่ถ่ายภาพมาไม่มีความคมชัด จับจังหวะไม่ได้ รูปก็ไม่ดี คือทุกอย่างต้องพร้อมถึงจะได้ผลงานที่ดี ตั้งแต่การใช้กล้อง อุปกรณ์ เรื่องราวที่นำเสนอ การจัดองค์ประกอบภาพ และเทคนิคในห้องมืด” 

     ถึงแม้ปัจจุบันจะเป็นยุคของการถ่ายภาพดิจิทัลส่งผลให้การถ่ายภาพด้วยฟิล์มลดความนิยมลงอย่างรวดเร็ว แต่อาจารย์ยรรยงยังเชื่อมั่นว่าภาพถ่ายด้วยฟิล์มขาวดำมีคุณค่ามากพอที่จะไม่สูญหายไปตามกาลเวลา 

 

     ผมเปรียบเทียบว่าการถ่ายภาพดิจิทัลก็เหมือนเราเข้าร้านสะดวกซื้อหรือฟาสต์ฟู้ด ส่งปั๊บได้กินเลย แต่การถ่ายภาพขาวดำนั้นเหมือนเราต้องไปตลาด หาซื้อของสดกลับมาทำกับข้าวถึงจะได้กิน ภาพถ่ายขาวดำจึงมีคุณค่าและมูลค่าในระดับสากล ให้ความรู้สึกสวยงามแบบคลาสสิก แล้วถ้าเราล้างอัดภาพตามกระบวนการที่ถูกต้อง รูปนั้นจะเก็บได้เป็นร้อยปี ต่างจากภาพถ่ายดิจิทัลที่เก็บไปนาน ๆ สีจะซีดจางลงเร็วกว่า” 

     ทุกวันนี้อาจารย์ยรรยงอายุสูงวัยถึง ๗๙ ปีแล้ว จึงไม่สะดวกออกไปตระเวนถ่ายภาพบ่อยครั้งเท่าเมื่อก่อน ทว่าท่านยังคงอยู่ในโลกของภาพถ่ายขาวดำ เพราะเมื่อมีเวลาก็จะเข้าทำงานในห้องมืด โดยนำฟิล์มขาวดำที่ถ่ายมาอัดขยายภาพเตรียมไว้ เพราะตั้งใจจะจัดแสดงภาพถ่ายของตนอีกครั้งในปีหน้า (พ.ศ. ๒๕๖๑) 

     เชื่อว่านักถ่ายภาพและผู้ที่เห็นคุณค่าศิลปะภาพถ่ายคงเฝ้ารอให้วันนั้นมาถึง เพื่อจะได้ไปชื่นชมผลงานของอาจารย์ยรรยง โอฬาระชิน ศิลปินแห่งชาติและช่างภาพขาวดำชั้นครูของเมืองไทย

 

ข้อมูล : วารสารวัฒนธรรม ฉบับที่ ๔ ปี ๒๕๖๐
http://magazine.culture.go.th/2017/4/index.html

Hits: 854